ฟิลเลอร์ใต้ตา ตัวช่วยฟื้นฟูปัญหาใต้ตาให้กลับมาสดใส ดีไหม ?
คุณหมอสรุปให้ ฟิลเลอร์ใต้ตา
- ฟิลเลอร์ใต้ตา คือการฉีดสารกลุ่ม Hyaluronic Acid เพื่อช่วยดูแลปัญหารอบดวงตา เช่น ถุงใต้ตา ใต้ตาคล้ำ และร่องลึกใต้ตา โดยหลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้น
- การฉีดใต้ตาจะใช้สารเติมเต็มกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ที่เลียนแบบสารธรรมชาติในร่างกาย สามารถสลายตัวได้เองภายใน 6-12 เดือน
- ฟิลเลอร์ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวกระชับยืดหยุ่น
- ฟิลเลอร์ใต้ตามีหลายยี่ห้อให้เลือก เช่น Restylane, Juvederm, Belotero | ฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี ?
- การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเริ่มต้นที่ 13,000 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณและยี่ห้อ | ฟิลเลอร์ใต้ตาราคาเท่าไหร่ ?
ฟิลเลอร์ใต้ตา คือหนึ่งในหัตถการความงามที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่กังวลปัญหาใต้ตาคล้ำ ร่องลึก หรือถุงใต้ตาที่ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้าและมีอายุมากกว่าความเป็นจริง การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาด้วยสารเติมเต็ม (ฟิลเลอร์) กลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างตรงจุด ใช้เวลาเพียง 15–30 นาที ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลได้ตั้งแต่วันแรกหลังทำ
RWC Clinic ได้รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาไว้ในบทความนี้ ครอบคลุมตั้งแต่หลักการทำงาน ยี่ห้อที่ผ่านการรับรอง ราคา ความเสี่ยง การดูแลตัวเองหลังทำ ไปจนถึงแนวทางการเลือกคลินิกและแพทย์ เพื่อให้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจค่ะ
ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร
ฟิลเลอร์ใต้ตา คือการฉีดสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ที่สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ เข้าไปในชั้นผิวบริเวณใต้ตา เพื่อแก้ไขปัญหารอบดวงตา เช่น เบ้าตาลึก ร่องลึกใต้ตา ใต้ตาคล้ำ และรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวใต้ตาดูเต็มขึ้น ร่องลึกดูตื้นขึ้น และริ้วรอยเล็ก ๆ แลดูจางลง
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่มีขั้นตอนซับซ้อน ใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที หลังทำเสร็จไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติค่ะ
คุณสมบัติของสารเติมเต็มที่ใช้สำหรับบริเวณใต้ตา
ฟิลเลอร์ใต้ตา ถูกออกแบบมาสำหรับผิวรอบดวงตาที่บอบบางและมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ โดยมีคุณสมับัติหลัก ดังนี้
- เนื้อนุ่มกับความยืดหยุ่น ฟิลเลอร์ที่ใช้ต้องมีเนื้อนุ่ม เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติและไม่เป็นก้อนหลังการฉีดใต้ตา
- ความหนาแน่นที่เหมาะสม ต้องมีความหนาแน่นที่พอดี ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป
- คุณสมบัติในการอุ้มน้ำ ฟิลเลอร์ใต้ตาต้องมีคุณสมบัติอุ้มน้ำ เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นใต้ผิวหนัง
- การกระจายตัวที่ดี สามารถกระจายตัวได้ดีในเนื้อเยื่อ ไม่เคลื่อนที่หลังการฉีด
- ความคงทน สลายไปเองตามธรรมชาติภายใน 6-12 เดือน ไม่เหลือสารตกค้างในร่างกาย
- คุณสมบัติในการกระตุ้นคอลลาเจน ต้องมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยเสริมความยืดหยุ่น กระชับ ลดเลือนริ้วรอยในระยะยาว
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับใคร ช่วยแก้ปัญหาอะไร ?
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เหมาะกับคนที่มีความกังวลเรื่องใบหน้าที่ดูอ่อนล้าและโทรม โดยเข้าไปเติมเต็มกับปรับสภาพผิวบริเวณที่ฉีดให้กลับมาดูสดใสขึ้น และหัตถการนี้สามารถแก้ปัญหาใต้ตาได้หลายรูปแบบ ได้แก่
- ปัญหาร่องลึกกับสีผิว ช่วยเติมเต็มร่องใต้ตาลึก (Tear trough) และลดใต้ตาคล้ำที่เกิดจากโครงสร้างผิว ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น
- ปัญหาถุงใต้ตากับริ้วรอย ช่วยลดเลือนถุงใต้ตาที่เกิดจากไขมันและความหย่อนคล้อย รวมถึงริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา
- ปัญหาโครงสร้าง แก้ไขลักษณะเบ้าตาลึกหรือตาโหลที่ทำให้ใบหน้าดูมีอายุ
- ความต้องการส่วนบุคคล ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์เร็ว ไม่ต้องการพักฟื้นนาน และผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปที่ผิวรอบดวงตาเริ่มเปลี่ยนแปลง
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหัตถการที่ต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ กลุ่มบุคคลที่มีเงื่อนไขต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยง หรือปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจฉีดใต้ตา ได้แก่
- ผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่กำลังทำการรักษาตัวอยู่
- สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่มีภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ หรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด
- ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ส่วนประกอบของฟิลเลอร์ใต้ตา
- ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรง หรือโรคเกี่ยวกับภูมิต้านทานตัวเอง
การแจ้งข้อมูลสุขภาพตามจริงกับแพทย์ และการปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ทีมแพทย์สามารถประเมินและวางแผนการดูแลได้อย่างตรงจุด เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดหวัง
ที่ RWC Clinic เราใส่ใจในทุกขั้นตอนของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ทีมแพทย์จะประเมินสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด เพื่อเลือกใช้เทคนิคการเติมเต็มที่เข้ากับแต่ละบุคคลค่ะ
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาสำหรับผู้ชาย
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายที่ต้องการแก้ไขปัญหาใต้ตาคล้ำ ถุงใต้ตา หรือร่องลึกก็สามารถทำได้ค่ะ เพื่อเสริมให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น สำหรับการฉีดใต้ตาในผู้ชายจะมีจุดที่ต้องข้อพิจารณาแตกต่างกับผู้หญิงเล็กน้อย ได้แก่
- โครงสร้างใบหน้า ผู้ชายมักมีผิวหนาและโครงสร้างกระดูกที่แข็งแรงกว่า อาจต้องใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย
- เทคนิคการฉีด แพทย์จะปรับเทคนิคให้เข้ากับโครงสร้างใบหน้า เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นชายไว้
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คือหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและใช้เวลาไม่นาน แต่ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวยและเนียนกับผิว โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนดังนี้
- การปรึกษาและวางแผน แพทย์จะประเมินสภาพผิวกับปัญหาบริเวณใต้ตา เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เลือกชนิดและปริมาณฟิลเลอร์ใต้ตา พร้อมให้คำแนะนำก่อนเริ่มทำหัตถการ
- การเตรียมผิวก่อนฉีด เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดผิว จากนั้นทายาชาหรือครีมชาทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที และมีการประคบเย็นเพื่อช่วยลดโอกาสเกิดรอยช้ำ
- ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กหรือหลอดสอด (cannula) ฉีดฟิลเลอร์ทีละน้อย และปรับแต่งให้ดูเป็นธรรมชาติ โดยการฉีดจะแบ่งตามระดับความลึกของชั้นผิว ได้แก่
-
-
- ระดับลึก ฉีดฟิลเลอร์เนื้อแข็งบริเวณแนวกระดูกเบ้าตา และเส้นเอ็นเพื่อสร้างฐานรองรับ
- ระดับตื้น ฉีดฟิลเลอร์เนื้อนิ่มเพื่อเก็บรายละเอียด ลดริ้วรอย และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
- การปรับแต่งหลังฉีดใต้ตา หลังฉีดเสร็จ แพทย์จะนวดเบา ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์กระจายตัวสม่ำเสมอ และประคบเย็นอีกครั้งเพื่อช่วยลดอาการบวม
- การดูแลหลังฉีด แพทย์จะให้คำแนะนำสำหรับดูแลตัวเองหลังกลับบ้าน และนัดหมายเพื่อติดตามผลการรักษาถ้าจำเป็น
ความรู้สึกระหว่าง ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เจ็บไหม?
ก่อนเริ่มฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แพทย์จะทายาชาเฉพาะจุดเพื่อบรรเทาความเจ็บ ทำให้คนส่วนใหญ่จะรู้สึกแค่ระดับไม่สบายตัวเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่เจ็บมากค่ะ
ขณะฉีดจะรู้สึกตึงหรือมีแรงกดทับ ระดับความเจ็บที่เกิดขึ้นนั้นไม่เท่ากันในทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความลึกในการฉีด อุปกรณ์ที่แพทย์เลือกใช้ ประสบการณ์ของแพทย์เอง รวมถึงความไวต่อความเจ็บของร่างกายแต่ละคน
ถ้ามีความกังวลเรื่องความเจ็บ สามารถแจ้งแพทย์ล่วงหน้าได้เลย แพทย์จะพิจารณาหาวิธีการที่ช่วยให้รู้สึกสบายที่ขึ้น เช่น เพิ่มเวลาทายาชา หรือใช้เทคนิคการฉีดที่นุ่มนวลขึ้นค่ะ
ฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี ? ที่ผ่านการรับรอง
การเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ใต้ตา มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ได้ ในท้องตลาดมีหลายแบรนด์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อย. ไทยแล้ว ได้แก่
- Restylane คือฟิลเลอร์แบรนด์แรกของโลก ผลิตโดยบริษัท Galderma ประเทศสวีเดน มีเทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะ NASHA Technology และ OBT Technology รุ่นที่เหมาะกับการฉีดใต้ตา เช่น Restylane Vital Light, Restylane Lyft, Restylane Refyne ความหลากหลายของรุ่น ก็เหมาะกับปัญหาผิวหน้าที่แตกต่างกัน
- Juvederm ผลิตโดย Allergan บริษัทยาระดับโลก ใช้เทคโนโลยี Vycross ที่ช่วยในการยกกระชับและคงรูป รุ่นที่เหมาะกับใต้ตา ได้แก่ Juvederm Volbella, Juvederm Volift มีลักษณะเป็นเนื้อนิ่ม ไม่เป็นก้อน ฉีดแล้วดูเป็นธรรมชาติ
- Belotero ผลิตโดยบริษัท Merz ประเทศเยอรมนี ใช้เทคโนโลยี CPM (Cohesive Polydensified Matrix) รุ่นที่เหมาะกับใต้ตา ได้แก่ Belotero Balance, Belotero Soft เนื้อบางเบา กระจายตัวได้ดี เหมาะกับการฉีดในชั้นผิวตื้น ๆ
ลักษณะเนื้อของฟิลเลอร์ใต้ตาแต่ละแบบ ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาในชั้นผิวที่ต่างกัน ได้แก่
- เนื้อนิ่ม (Soft) ใช้สำหรับฉีดในชั้นตื้น เพื่อแก้ไขริ้วรอยเล็ก ๆ และเติมเต็มผิวชั้นบน
- เนื้อปานกลาง (Medium) ใช้สำหรับฉีดในชั้นกลาง เพื่อแก้ไขร่องลึกและเติมเต็มปริมาตรใต้ตาทั่วไป
- เนื้อแข็ง (Firm) ใช้สำหรับฉีดในชั้นลึกติดกระดูก เพื่อซัพพอร์ตครงสร้างและยกกระชับบริเวณที่หย่อนคล้อย
การเลือกรุ่นฟิลเลอร์ใต้ตาให้เข้ากับปัญหาผิวของแต่ละบุคคลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ควรให้แพทย์ประเมินเพื่อผลลัพธ์ที่ดี โดยมีแนวทางการประเมินเบื้องต้นดังนี้
- ผิวบาง ควรเลือกฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม ที่กระจายตัวได้ดี เช่น Belotero Balance หรือ Restylane Vital Light
- ร่องลึกชัดเจน ควรเลือกฟิลเลอร์ที่มีความหนาแน่นปานกลาง เช่น Juvederm Volift หรือ Restylane Lyft
- ถุงใต้ตาและตาลึก ควรเลือกฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติในการยกกระชับ เช่น Juvederm Voluma หรือ Restylane Lyft
ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
ใน 48 ชั่วโมงแรกหลังฉีดใต้ตา ควรใส่ใจดูแลบริเวณที่ฉีดเป็นพิเศษเพื่อลดอาการบวม โดยมีขั้นดังนี้
- ประคบเย็นบริเวณที่ฉีดครั้งละ 10-15 นาที ทุก 1-2 ชั่วโมง
- นอนศีรษะสูง ยกหมอนให้สูงกว่าปกติ เพื่อช่วยลดอาการบวม
- หลีกเลี่ยง การนวด กด หรือสัมผัสแรง ๆ บริเวณนั้น เว้นแต่แพทย์จะแนะนำ
- งดการออกกำลังกายหนัก และกิจกรรมที่ต้องก้มหน้าเป็นเวลานาน
- หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนสูง เช่น ห้องซาวน่า อบไอน้ำ หรือการเผชิญแสงแดดจัด
ตลอด 2 สัปดาห์แรก
ช่วงนี้ควรดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ฟิลเลอร์ใต้ตาเข้าที่อย่างสมบูรณ์
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้บวมมากขึ้น
- งดการนวดหน้าหรือทำทรีตเมนต์ใด ๆ บริเวณใบหน้า
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสี UV โดยทาครีมกันแดด SPF 50+ เมื่อออกแดด
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ประมาณวันละ 8 แก้ว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว
- งดรับประทานยาต้านการอักเสบและยาละลายลิ่มเลือด ถ้าไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์
ข้อควรระวังเพิ่มเติมหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้เกิดการกักเก็บน้ำและอาการบวม
- อาหารรสเผ็ดจัด เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ
- อาหารที่มีสารกระตุ้นมาก เช่น ชา กาแฟ เพราะอาจทำให้บวมมากขึ้น
สัญญาณที่ควรพบแพทย์ทันที
- มีอาการบวม แดง หรือเจ็บมากผิดปกติ
- มีรอยช้ำที่ลุกลามหรือไม่หายภายใน 1 สัปดาห์
- พบก้อนแข็งที่ไม่หายไปหลังผ่านไป 2 สัปดาห์
- มีอาการแพ้ เช่น คัน ผื่น หรือหน้าบวมรุนแรง
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากี่วันเห็นผล และอยู่ได้นานแค่ไหน ?
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากี่วันเห็นผล ? การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จะมีลำดับการเห็นผลลัพธ์หลังฉีดดังนี้
| ช่วงเวลา | การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังฉีดฟิลเลอร์ |
| หลังฉีดทันที | เห็นการเปลี่ยนแปลง แต่อาจมีอาการบวมเล็กน้อย |
| 1-3 วันแรก | อาจมีอาการบวมหรือรอยช้ำเล็กน้อย แล้วจะค่อย ๆ ยุบลง |
| 7-14 วัน | ฟิลเลอร์เริ่มเข้าที่ ผิวใต้ตาดูเนียนและกลืนกับผิวเดิมมากขึ้น |
| 2-4 สัปดาห์ | ฟิลเลอร์เซ็ตตัวเต็มที่ เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและเป็นธรรมชาติขึ้น |
ฟิลเลอร์บริเวณใต้ตาจะอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน แต่ระยะเวลาจะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคล เช่น
- ชนิดและยี่ห้อของฟิลเลอร์ บางยี่ห้ออาจอยู่ได้นานถึง 18 เดือน
- อัตราการเผาผลาญของแต่ละบุคคล คนที่มีอัตราการเผาผลาญสูงอาจทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วกว่า
- บริเวณที่ฉีด ถ้าเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมาก ฟิลเลอร์จะสลายเร็วกว่า
- การดูแลหลังฉีด ถ้าดูแลตามคำแนะนำช่วยให้ฟิลเลอร์คงอยู่ได้นานขึ้น
- พฤติกรรมและสภาพแวดล้อม การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเจอแสงแดดจัดอาจทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้น
เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ต่อเนื่อง ควรกลับมาฉีดซ้ำเมื่อสังเกตเห็นว่าผลเริ่มจางลง โดยช่วงเวลาที่แนะนำคือทุก 9-12 เดือน การฉีดซ้ำอย่างสม่ำเสมอมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ในระยะยาวค่ะ
อ่านเพิ่มเติม: ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้กี่เดือน ? แชร์วิธียืดอายุฟิลเลอร์ให้อยู่ได้นานขึ้น
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ?
คำถามว่า ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม ? การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยระดับหนึ่ง ถ้าทำกับแพทย์ผู้มีประสบการณ์ แต่ก็มีความเสี่ยงและผลข้างเคียงบางอย่างที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ โดยสามารถแบ่งอาการที่เกิดขึ้นได้ตามระดับความรุนแรง ดังนี้
| อาการ / ความเสี่ยง | ระดับความรุนแรง
| คำอธิบายเพิ่มเติม |
| อาการบวมและรอยช้ำ | พบได้ทั่วไป (ไม่อันตราย) | จะค่อย ๆ หายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ |
| รอยแดงหรือรู้สึกไม่สบาย | พบได้ทั่วไป (ไม่อันตราย) | บริเวณที่ฉีดจะรู้สึกตึงหรือเจ็บเล็กน้อย และจะดีขึ้นใน 1-2 วัน |
| ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน | พบได้ทั่วไป (ไม่อันตราย) | เกิดขึ้นในช่วงแรกและจะค่อย ๆ เรียบเนียนเข้าที่ |
| การติดเชื้อ | พบได้น้อย | มีโอกาสเกิดการติดเชื้อบริเวณที่ฉีด แต่เกิดขึ้นไม่บ่อย |
| ผลลัพธ์ไม่สมมาตร | พบได้น้อย | เกิดจากการฉีดที่ไม่เท่ากัน ทำให้ใบหน้าสองข้างดูต่างกัน |
| การแพ้ส่วนประกอบ | ร้ายแรง (พบน้อย) | บางรายมีอาการแพ้สารในฟิลเลอร์ |
| การอุดตันของเส้นเลือด | ร้ายแรง (พบน้อย) | ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด เกิดเมื่อฟิลเลอร์เข้าไปในเส้นเลือด เช่น ความเสี่ยงตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา |
แนวทางการลดความเสี่ยง
เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี ควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้
- เลือกแพทย์ผู้มีประสบการณ์ เพราะแพทย์จะรู้เทคนิคและตำแหน่งการฉีดที่ปลอดภัย
- เลือกใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัย
- เข้ารับบริการในคลินิกหรือโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน สถานที่จะมีความพร้อมรับมือกับภาวะแทรกซ้อน
- แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัว ให้แพทย์ทราบก่อนทำหัตถการเสมอ
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ในการดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างเคร่งครัด
ราคาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาและปริมาณที่ใช้
ราคาและปริมาณฟิลเลอร์ใต้ตาที่ใช้ (CC) ขึ้นอยู่กับความลึกของร่องใต้ตากับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล เช่น
- ปัญหาร่องใต้ตาเล็กน้อย ใช้ประมาณ 0.5-1 CC ต่อข้าง
- ปัญหาร่องใต้ตาปานกลาง ใช้ประมาณ 1-1.5 CC ต่อข้าง
- ปัญหาร่องใต้ตาลึก สามารถใช้ถึง 2 CC ต่อข้าง
อัตราค่าบริการจะแตกต่างกันตามปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ยี่ห้อ รุ่นของฟิลเลอร์ ปริมาณที่ฉีด ประสบการณ์ของแพทย์ รวมถึงที่ตั้งของคลินิก สำหรับที่ RWC Clinic อัตราค่าบริการเริ่มต้นที่ประมาณ 13,000 บาท
ตัวอย่างอัตราค่าบริการ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา โดยประมาณ
| ปริมาณฟิลเลอร์ | อัตราค่าบริการ (บาท) |
| 1CC | 13,000 - 18,000 |
| 2CC | 22,000 - 30,000 |
| 3CC | 30,000 - 45,000 |
ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม: อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่ามาตรฐานควรตรวจสอบให้รอบคอบถึงคุณภาพของฟิลเลอร์และประสบการณ์ของแพทย์ ฟิลเลอร์ที่มีคุณภาพจะให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจและมีความเสี่ยงน้อยกว่าค่ะ
รีวิวก่อน-หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ที่ RWC Clinic
ผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ RWC Clinic ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ใบหน้ากลับมาดูสดใสขึ้น จากรีวิวของลูกค้าที่เข้ารับบริการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีดังนี้
- ร่องใต้ตาตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น
- ใต้ตาคล้ำดูจางลง เพราะความลึกของร่องใต้ตาลดลง ทำให้เงาใต้ตาลดลงไปด้วย
- ผิวใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตาลดเลือนลง
- ใบหน้าดูสดชื่นและมีชีวิตชีวา ลูกค้ารายงานว่าหลังการฉีด มีคนทักว่าดูสดชื่นและพักผ่อนเพียงพอ
- ความมั่นใจเพิ่มขึ้น หลายคนรู้สึกมั่นใจมากขึ้นหลังจากแก้ไขปัญหาใต้ตา
วิธีเลือกคลินิกและแพทย์เพื่อฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
การเลือกคลินิกและแพทย์คือสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา โดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้
เกณฑ์การเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน
- ใบอนุญาตและการรับรอง ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐ สถานพยาบาลต้องแสดงเอกสารเหล่านี้ไว้ในที่เปิดเผย
- สภาพแวดล้อมและความสะอาด สังเกตความสะอาด ความเป็นระเบียบของสถานที่ รวมถึงห้องทำหัตถการที่เป็นสัดส่วน และระบบฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ตามมาตรฐาน
- อุปกรณ์และเทคโนโลยี สถานพยาบาลควรมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย มีอุปกรณ์สำหรับกรณีฉุกเฉิน และมีระบบจัดเก็บผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เช่น การควบคุมอุณหภูมิสำหรับเก็บฟิลเลอร์
- ระบบการทำงานและบริการ มีขั้นตอนการนัดหมายกับการดูแลลูกค้าที่ดี มีการให้คำปรึกษาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ และระบบติดตามผลหลังการรักษา
คุณสมบัติของแพทย์ผู้ทำการรักษา
- คุณวุฒิและใบประกอบวิชาชีพ แพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่หมดอายุ ผ่านการศึกษาหรืออบรมเฉพาะทางด้านความงามหรือการฉีดฟิลเลอร์
- ประสบการณ์และความชำนาญ แพทย์ต้องมีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาโดยเฉพาะ มีผลงานที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น รูปก่อน-หลังการรักษา และมีความเข้าใจเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ของใบหน้าอย่างละเอียด
- การสื่อสารกับการให้คำแนะนำ สามารถอธิบายขั้นตอนการรักษา ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน มีการประเมินความเหมาะสมของการฉีดสำหรับแต่ละบุคคล ยินดีตอบคำถามและให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ไม่รับรองผลลัพธ์เกินจริงหรือสัญญาว่าจะไม่มีความเสี่ยงใด ๆ
- จรรยาบรรณและความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ ไม่ชักจูงให้ทำการรักษาที่ไม่จำเป็น และมีการติดตามผลกับการดูแลหลังการฉีดอย่างต่อเนื่อง
วิธีตรวจสอบฟิลเลอร์ว่าเป็นของแท้
ก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ควรรตรวจเช็คว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นฟิลเลอร์แท้หรือไม่ สามารถสังเกตและตรวจสอบได้ด้วยตัวเองผ่านขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
- สังเกตบรรจุภัณฑ์และฉลาก กล่องฟิลเลอร์ของแท้จะมีคุณภาพการพิมพ์ที่ดี ตัวอักษรคมชัด บนฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ บริษัทผู้ผลิต และวันหมดอายุอย่างถูกต้อง
- มองหาเลขทะเบียนและซีเรียลนัมเบอร์ ผลิตภัณฑ์ต้องมีเลขทะเบียนที่สามารถตรวจสอบได้ พร้อมกับซีเรียลนัมเบอร์เฉพาะกล่องที่ไม่ซ้ำกัน แพทย์ที่มีจรรยาบรรณจะยินดีให้คนไข้ตรวจสอบหรือเห็นบรรจุภัณฑ์ก่อนฉีด
- ตรวจสอบผ่านช่องทางออนไลน์ บางยี่ห้อจะมีโค้ดให้สแกนหรือนำไปกรอกบนเว็บไซต์ของผู้ผลิต เพื่อยืนยันผลิตภัณฑ์ได้ทันที
- การเก็บรักษาฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์ต้องอยู่ในอุณหภูมิที่ควบคุม (2-25 องศาเซลเซียส) มีการจัดเก็บในตู้เย็นหรือที่เก็บเฉพาะ และมีระบบจัดการที่ดีเพื่อป้องกันการใช้ผลิตภัณฑ์หมดอายุ
อ่านเพิ่มเติม: ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ? การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ให้ปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์ใต้ตา
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วบวมกี่วัน ?
อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป โดยทั่วไปจะเริ่มยุบลงภายใน 3-5 วัน และหายสนิทภายใน 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองหลังฉีดของแต่ละบุคคล การประคบเย็นและการนอนหนุนหมอนสูงในช่วง 48 ชั่วโมงแรกจะช่วยให้อาการบวมยุบเร็วขึ้นค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้ว ใส่แว่นตาได้ไหม ?
โดยทั่วไปสามารถใส่แว่นตาได้หลังฉีด แต่ควรระมัดระวังไม่ให้ขาแว่นกดทับบริเวณที่ฉีดโดยตรงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก หากแว่นมีน้ำหนักมากหรือกดแน่น แนะนำให้แจ้งแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเฉพาะบุคคลค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาพร้อมกับฟิลเลอร์จุดอื่นได้ไหม?
ได้ค่ะ หลายคนเลือกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาพร้อมกับร่องแก้มหรือขมับในคราวเดียวกัน เพื่อให้ใบหน้าโดยรวมดูสมดุลและสดใสขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ในแต่ละบุคคลค่ะ
สรุป
ฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นหัตถการที่ตอบโจทย์ปัญหาบริเวณใต้ตาได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร่องลึก ใต้ตาคล้ำ ถุงใต้ตา หรือริ้วรอยเล็กน้อยรอบดวงตา ด้วยขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องพักฟื้น และผลลัพธ์ที่เห็นได้จริง จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่หลายคนเลือกใช้เพื่อให้ใบหน้ากลับมาดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอยู่กับทั้งความชำนาญของแพทย์ คุณภาพของฟิลเลอร์ที่ใช้ และการดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างถูกต้อง การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและแพทย์ที่มีประสบการณ์จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจทำ
ที่ RWC Clinic ทีมแพทย์พร้อมประเมินสภาพผิวและให้คำปรึกษาอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้าและความต้องการของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะค่ะ
ถูกยอมรับจากดาราชื่อดังของไทย
CONTACT FOR SPECIAL PRIVILEGES
กดด้านล่างติดเราเพื่อสอบถามรายละเอียดเเละสิทธิ์อื่นๆ
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic
เขียนและตรวจสอบโดย: ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ (MD, Ph.D.) | อัปเดตล่าสุด: 1 มิถุนายน 2026