ดูดไขมัน งานละเอียด มาตรฐานเครื่องดูดไขมันแต่ละรุ่น มั่นใจ ปลอดภัย 100%

บทความนี้รวบรวมความรู้เรื่องการ ดูดไขมัน  เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจาก สามารถเห็นผลได้ชัดเจน รวดเร็ว เพราะเป็นการสลายไขมันแล้วดูดนําไขมันออกจากร่างกายเลยในทันที ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการกําจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย

รีวิดูดไขมันต้นขา
ดูดไขมัน รีวิว

ปุ่มสำคัญต้องรู้
ปุ่ม ดูดไขมัน อันตรายไหม
ปุ่ม ดูดไขมัน ใครเหมาะ
ปุ่ม ดูดไขมัน วิธีดูแล
ดูดไขมัน ส่วนเกิน

ดูดไขมัน คือ

การ ดูดไขมัน คือ การนำไขมันส่วนเกินที่เราไม่ต้องการออกจากร่างกาย เป็นกระบวนการศัลยกรรมเพื่อความงามที่ใช้เทคนิคในการดูดไขมันส่วนเกินในชั้นใต้ผิวหนังออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นจุดที่ลดไขมันได้ยากแม้ว่าจะควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วก็ตาม โดยทั่วไปการดูดไขมันมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือวิธีแบบดั้งเดิมโดยการใช้การดมยาสลบ

และวิธีปัจจุบัน โดยการดูดไขมันด้วยเทคนิค Tumescent เป็นการใส่ยาชาและน้ำเกลือที่เนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งเป็นวิธีการดูดไขมันวิธีหลักที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเลือกใช้จนถึงทุกวันนี้ แพทย์จะเปิดแผลเป็นรอยเล็กๆ และสอดท่อเข้าไป ในบริเวณที่ต้องการที่จะดูด การดูดไขมันเป็นวิธีการดูดกำจัดไขมันส่วนเกินที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนและรวดเร็ว

อ่านเพิ่มเติม : สลายไขมันด้วยความเย็น คืออะไร ? ดีกว่าการดูดไขมันไหม ?

 

สามารถดูดไขมันส่วนไหนได้บ้าง

ปุ่ม ดูดไขมัน จุดลดยาก
ติดต่อ
ติดต่อ
ติดต่อ

ดูดไขมัน มีวิธีไหนบ้าง?

ในปัจจุบัน วิธีดูดไขมันที่นิยมกัน ได้แก่ ดูดไขมันแบบ Vaser ดูดไขมันแบบ Bodytite และการดูดไขมันแบบ Water Jet โดยแต่ละวิธีมีรายละเอียดดังนี้

การดูดไขมันแบบ VASER

การดูดไขมันแบบ Vaser คือการใช้เครื่องมือที่ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ในการสลายไขมัน เป็นเครื่องรุ่นแรกที่พัฒนามาก่อนการดูดไขมันแบบอื่นๆ

ดูดไขมัน vaser

กระบวนการคือ แพทย์จะทำการฉีดน้ำเกลือที่มีส่วนผสมของยาชาไปยังตำแหน่งที่จะการดูดไขมันส่วนเกินออก จากนั้นกรีดผิวหนังและสอดเครื่องมืออุปกรณ์เล็กๆ โดยจะใส่เข้าไปใต้ผิว แล้วเครื่องมือจะปล่อยคลื่น Ultrasound จากระบบหัวฉีด Vaser ที่มีหัวฉีดขนาดเล็กมาก ประมาณ 3 มิลลิเมตรเท่านั้น คลื่นนี้จะช่วยย่อยไขมันให้อ่อนนิ่มและเหลวมากขึ้น จนละลายออกมาปนอยู่ในน้ำเกลือที่เราฉีดเข้าไปก่อนหน้านั้น จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการดูดไขมันต่อไป

การดูดไขมันแบบ BodyTite

ดูดไขมัน Bodytite

การดูดไขมันแบบ BodyTite เป็นวิธีที่พัฒนาหลังจากเวเซอร์ราว ๆ 7 ปี การดูดไขมันแบบนี้จะใช้เทคโนโลยีปล่อยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio frequency: RF) ออกมา เพื่อช่วยสลายไขมัน ให้มีโมเลกุลที่เล็กลง ดูดออกมาได้ง่ายขึ้น ไขมันที่ถูกดูดออกมามีเลือดปนน้อยมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ ทำให้เกิดแผลเพียงเล็กน้อย พร้อมช่วยกระชับผิวได้ในตัว

การดูดไขมันแบบ Water Jet หรือ Body Jet

ดูดไขมัน พลังงานน้ำ

การดูดไขมันแบบ Water Jet ด้วยเครื่อง Body Jet เหมาะกับผู้ที่ต้องการนำไขมันไปเติมเต็ม (Filler) ส่วนอื่น ๆ การดูดไขมันแบบ Water Jet จะแตกต่างจากวิธีอื่นคือ ใช้พลังงานน้ำในการแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อผิวหนัง ทำให้เจ็บน้อย และเซลล์ไขมันมีสภาพสมบูรณ์ ไม่ตาย

ที่สำคัญ มีระบบปลอดเชื้อเป็นแบบระบบปิด คือ ดูดไขมันแล้วเอาไปฉีดส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เลยทันที นิยมใช้ในการเติมไขมันบริเวณใบหน้าให้ดูอิ่มเอิบ หรือใช้เสริมหน้าอก สะโพก ก็ได้เช่นกัน

การดูดไขมันด้วยเครื่องสั่น หรือ PAL (Power assisted Liposuction)

ดูดไขมัน PAL

การดูดไขมันด้วยเครื่องสั่น เป็นเครื่องที่พัฒนารุ่นหลัง ใช้ระบบสั่นช่วยในการดูดไขมันให้ไหลออกมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่พังผืดมีความแข็งแรง เช่น กลางหลัง หรือบริเวณที่เคยดูดไขมันมาก่อนแล้วต้องทำซ้ำ สาเหตุที่เครื่องแบบ PAL ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากราคาเครื่องค่อนข้างสูง

MicroAir

ดูดไขมัน microair

Microaire PAL (Power-Assisted Liposuction) เป็นเพียงเครื่องมืออีกชนิด ที่ราคาแพงมาก ทำให้หลายคลินิกไม่ซื้อเครื่องมือชนิดนี้มาร่วมกับการดูดไขมันแบบอื่น เพราะดูเกินความจำเป็นไป แต่มีข้อดีที่ไม่เกิดความร้อนสะสมมากเท่าเวเซอร์ และแก้ปัญหาของบอดี้ไทท์ในเรื่องปริมาณได้
Microaire PALใช้วิธีการสั่นสะเทือนที่ทำให้รอบการดูดถี่ยิ่งขึ้น เข้าไปในชั้นไขมันของร่างกายได้ง่าย เพิ่มประสิทธิภาพการดูดไขมันได้มากยิ่งกว่าเดิม ฟกช้ำน้อยกว่าการดูดไขมันแบบปกติเพราะความถี่ในการสั่นช่วยให้ดูดไขมันได้ดีขึ้น

ดูดไขมัน อันตรายไหม?

การดูดไขมัน จัดเป็นเทคนิคการลดไขมันที่สะสมในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยการใช้ท่อขนาดเล็กสอดเข้าไปในชั้นผิวหนังและดูดไขมันส่วนเกินออก โดยวิธีนี้แทนที่จะต้องผ่าตัดเปิดแผลกว้างเพื่อดึงชั้นไขมันออกมา ในปัจจุบันก็สามารถทำได้โดยใช้เพียงแค่รอยเจาะเล็ก ๆ ซ่อนในตำแหน่งที่เหมาะสมและใช้เครื่องมือสอดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังในระดับ ชั้นไขมัน เพื่อดูดสิ่งที่ต้องการออกมา ก็สามารถลดไขมันได้ตามต้องการแล้ว

อ่านเพิ่มเติม >>> ดูดไขมัน อันตรายจริงหรือ ?

การดูดไขมัน มาตรฐานส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่คือ ใช้เครื่องมือที่จะดูดนั้นเป็นตัวทำให้ไขมันแตกออก และดูดออกมาโดยอาศัยระบบสูญญากาศ (negative pressure) ซึ่งก็ได้ผลดี โดยในปัจจุบันได้มีการคิดค้นเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยให้ไขมันแตกตัวก่อนทำ ให้การดูดง่ายขึ้นทำให้แพทย์ทำงานได้สะดวกขึ้น เช่น

  1. การใช้แรงดันน้ำ (waterjet liposuction)
  2. การใช้เลเซอร์
  3. การใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonic liposuction)

ปัจจุบันนี้การใช้คลื่นความถี่สูงได้มีการพัฒนาดีขึ้นมากทำให้สามารถช่วย การดูดไขมันได้ดีกว่าหลายๆ วิธีข้างต้นที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น การใช้แรงดันน้ำอาศัยหลักการฉีดน้ำปริมาณมากเพื่อช่วยให้ผิวหนังชาและไขมัน อ่อนตัว แต่หลังผ่าตัดอาจมีน้ำเกลือหรือไขมันที่ตกค้างอยู่จะค่อยๆ ระบายออกมาหลังผ่าตัดได้ ถ้าผู้ป่วยได้รับการแนะนำก่อนก็จะไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการและสาธิตการผ่าตัดจริงโดย เครื่องมือทั้งสองชนิดที่โรงพยาบาลภูมิพลมาแล้ว ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ารับการดูดไขมันอาจต้องเลือกสถานที่สำหรับการดูดไขมันให้มีมาตรฐานในความปลอดภัยต่าง ๆ

อ่านเพิ่มเติม >>> : ดูดไขมันที่ไหนดี ?

ดูดไขมันต้นเเขน

ภาวะแทรกซ้อนหลังจาก ดูดไขมัน

เนื่องจากการดูดไขมันนั้นคือการนำไขมันจำนวนมากออกไปภายในเวลารวดเร็ว ดังนั้นการเกิดอาการบวม ช้ำ เขียว จึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่จะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล สิ่งที่ช่วยได้คือการสวมใส่สเตย์หรือชุดรัดกระชับ ซึ่งจะช่วยให้อาการบวมยุบเร็วขึ้น และยังช่วยพยุงร่างกายไว้ไม่ให้กระทบกระเทือนบริเวณที่เป็นแผล นอกจากจะช่วยลดการบวมแล้ว ยังช่วยให้เจ็บน้อยลงเวลาเคลื่อนไหว

ในคนไข้บางราย เมื่อดูดไขมันไปแล้วอาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่ถูกดูดไขมันออกไปไม่เรียบ โดยมีรอยลักษณะเป็นคลื่นหลงเหลืออยู่ สาเหตุเกิดจากดูดไขมันในชั้นผิวที่ไม่ลึกมากพอ หรือบางรายผิวอาจแข็ง เนื่องจากเนื้อเยื่อแข็งขึ้น แต่สามารถรักษาได้โดยการนวด ไม่ว่าจะเป็นนวดแผนไทยหรือนวดน้ำมัน หรือใช้เครื่อง RF รักษาร่วมด้วย

ดูดไขมันเจ็บไหม

สิ่งที่ควรระวังอีกข้อคือ การติดเชื้อของแผลผ่าตัด ควรรักษาแผลผ่าตัดให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ

และในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงการดูดไขมัน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่แผลหายช้า หรือติดเชื้อหรือโรคแทรกซ้อนได้สูงกว่าคนทั่วไปหากต้องการดูดไขมันจริงๆ จำเป็นต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบเสียก่อน เพื่อจะได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของร่างกาย หากอาการเบาหวานคงที่ หรือความดันคงที่ก็สามารถดำเนินการผ่าตัดได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์

การจะดูดไขมันเป็นการศัลยกรรมใหญ่และทุกการผ่าตัดมีความเสี่ยง จึงต้องเลือกทำการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ได้รับมาตรฐาน

ดูดไขมัน ดมยาสลบ
  1. ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การเสียเลือดมาก การมีเซลล์ไขมันหลุดไปตามกระแสโลหิต (fat embolism) การได้ยาชาหรือยาสลบมากเกินขนาด ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมากมักพบในรายที่ดูดไขมันปริมาณมากเกินไปใน คราวเดียวกันการดูดไขมันโดยทั่วไปโอกาสพบน้อย
  2. ภาวะแทรกซ้อนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องความคาดหวังของผู้รับบริการมากกว่าว่าผลการดูด ไม่มาก เท่าที่ต้องการซึ่งแพทย์ที่มีประสบการณ์จะต้องชี้แจงให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อน ผ่าตัดแล้วว่าผลที่ได้จะเป็นเช่นไร
  3. ภาวะผิวหนังเป็นคลื่นไม่เรียบ เกิดได้ในการดูดไขมันในชั้นที่ตื้นเกินไปหรือดูดไขมันในบริเวณที่มีไขมันไม่ มากอยู่แล้ว ส่วนการมีผิวหนังห้อยย้อยจะเกิดในการดูดไขมันในผู้มีอายุมาก ความยืดหยุ่นผิวหนังไม่ดี ในรายเช่นนี้การผ่าตัดไขมันหน้าท้องจะเหมาะสมกว่า

แต่การรับประทานยาสลายไขมัน และการสลายไขมันก่อนการดูดไขมันนั้น หากไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ไขมันส่วนที่ย่อยสลายจะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด อาจเกิดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด หรือทำให้หัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นจึงต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้ารับการดูดไขมันด้วย

อ่านเพิ่มเติม >>>  ดูดไขมันทั้งตัวได้ไหม ? อันตรายหรือเปล่า ?

ดูดไขมันกี่วันเห็นผล

ดูดไขมัน เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มีพันธุกรรมด้านขนาดของรูปร่างที่ไม่สมส่วน เช่น ต้นแขนใหญ่กว่าปกติ หรือ สะโพกใหญ่ไม่สมส่วนกับบริเวณเอว เป็นต้น
  • ผู้ที่ออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีการบริหารร่างกายเฉพาะส่วน แต่ไม่สามารถกําจัดไขมันส่วนเกินบริเวณนั้นออกไปได้ เช่น บริเวณเอวด้านหลัง ปีกหลัง (FatBra) และ ต้นขาด้านในเป็นต้น
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีน้ําหนักตัวและส่วนสูง (BMI) เกินเกณฑ์ เนื่องจากการดูดไขมันเฉพาะจุด ไม่สามารถช่วยให้น้ําหนักตัวลดลงได้ ในผู้ที่มีน้ําหนักตัวเกินเกณฑ์ควรควบคุมอาหาร ออกกําลังกาย ให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติเสียก่อน
  • ดูดไขมัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้ทันที หากแพทย์มีจรรยาบรรณมากพอ จะชี้แจงกรณีคนไข้มีความเสี่ยงหรือเกิดอันตรายได้หากทำการดูดไขมันส่วนเกิน

ข้อห้ามในการ ดูดไขมัน

การดูดไขมันเป็นหนึ่งในกระบวนการผ่าตัดที่มาพร้อมกับความเสี่ยง ซึ่งผู้เข้ารับการดูดไขมันต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี โดยที่อย่างน้อยต้องมีน้ำหนักตัวใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีผิวหนังที่เด้งกระชับ ไม่สูบบุหรี่ นอกจากนั้น แพทย์จะไม่แนะนำให้ดูดไขมัน หากมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น การไหลเวียนโลหิต โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อ่านเพิ่มเติม : ดูดไขมัน ดีจริงหรือ ?

ดูดไขมันกระชับสัดส่วน

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการ ดูดไขมัน

  1. สิ่งแรกเลยก็คือ การศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกระบวนการดูดไขมัน และความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดูดไขมัน เพื่อจะได้ทราบถึงขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ
  2. ในการเลือกดูดไขมัน ควรรับบริการดูดไขมันกับแพทย์ที่ได้รับใบประกอบ และคลินิกที่ได้มาตรฐานมีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้นนะคะ เพื่อลดความเสี่ยงและเอฟเฟคที่จะเกิดผลเสียกับเราหลังจากทำการดูดไขมัน
  3. ปรึกษาแพทย์และสอบถามเกี่ยวกับข้อสงสัยต่าง ๆ ให้ละเอียด ถามให้เรื่องที่เรามีความกังวลเรื่องการดูดไขมัน แล้วค่อยตัดสินใจทำการรักษา
  4. การเตรียมพร้อมร่างกายก่อนทำการดูดไขมันก็เป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน ก่อนเข้าทำการรักษาดูดการดูดไขมันนั้น จำเป็นต้องงดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ อาหารเสริมต่าง ๆ และยากลุ่มแอสไพริน ก่อนทำการดูดไขมันอย่างน้อยเป็นเวลา 2 สัปดาห์
  5. หากมียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ มีโรคประจำตัว หรือมีอาการแพ้ยา ต้องทำการแจ้งแพทย์ก่อนทำการดูดไขมัน
ดูดไขมันหน้าท้อง

ขั้นตอนการ ดูดไขมัน

การศัลยกรรมดูดไขมัน เป็นการดูดเอาไขมันที่ไม่ต้องการออกด้วยท่อขนาดเล็กและอุปกรณ์สุญญากาศ โดยจะทำการดูดไขมัน ขั้นตอนหลัก ๆ ของการดูดไขมัน ได้แก่

ฉีดสารละลายน้ำเกลือ (Saline) ซึ่งประกอบด้วยยาชาและอะดรีนาลีนเข้าไปในเนื้อเยื่อไขมันเพื่อช่วยระงับความรู้สึกและลดการเสียเลือด ข้อดีของการดูดไขมันด้วยเทคนิคนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ช่วยให้สามารถเอาไขมันออกมาได้ง่าย และช่วยลดความรู้สึกไม่สบายต่าง ๆ หลังขั้นตอนการดูดไขมัน นอกจากนั้นยังช่วยลดรอยช้ำและบวม

แพทย์จะใส่ท่อขนาดเล็กลงในเนื้อเยื่อไขมัน และใช้อุปกรณ์สุญญากาศดูดไขมันในบริเวณที่ต้องการและหลังจากทำเสร็จแล้ว

แพทย์จะปิดรอยแผลบริเวณที่ดูดไขมันและให้คนไข้สวมชุดกระชับสัดส่วนเพื่อช่วยลดอาการบวมและทำให้แผลหายได้ง่ายยิ่งขึ้น

ดูดไขมันลดหุ่น
ดูเเลตัวเองหลังดูดไขมัน

การดูแลตัวเองหลัง ดูดไขมัน

หลังการดูดไขมันอาจจะมีอาการบวม ช้ำ เกิดรอยเขียวอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์

  1. หลังจากการดูดไขมัน อาจเกิดรอยแผลเป็น บริเวณจุดทางเข้าอุปกรณ์ที่ใช้ดูด เป็นแผลเป็นขนาดเล็กมีขนาดเท่ากับหลอดยาคูล โดยสามารถเลือกได้ว่า จะเย็บปิดแผลให้สวยงาม หรือ เปิดไว้เพื่อให้ระบายน้ำเกลือออกได้ดีกว่า
  2. หลังทำควรหลีกเลี่ยงการโดนน้ำบริเวณแผล จนกว่าแผลจะแห้งสนิท
  3. หากต้องการทาครีมลดรอยแผลเป็น ควรทิ้งระยะไว้ 2สัปดาห์หรือรอจนกว่าแผลจะแห้งสนิท
  4. และขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก็คือ “การสวมชุดกระชับหลังทำการดูดไขมัน” เนื่องจากหลังทำการดูดไขมัน จะมีช่องว่างในชั้นผิวอยู่

การสวมชุดกระชับ จะทำให้เนื้อเรียบเนียนและแนบชิดเข้ารูปสวยตามที่ต้องการ แนะนำว่าให้เป็นชุดกระชับที่ออกแบบมาสำหรับการใช้หลังจากการดูดไขมัน และต้องใส่ต่อเนื่อง 1-2 เดือน

โดยเดือนแรกแนะนำให้ใส่ตลอดเวลา “เพราะการสวมชุดกระชับคือขั้นตอนการดูแลหลังจากการดูดไขมันที่สำคัญที่สุด”

  1. สวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ เพราะหลังทำการดูดไขมัน ต้องใส่ชุดกระชับตลอดเวลา จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดและรู้สึกคล่องตัวกว่า
  2. งดทานของหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกฮอล์ เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น
  3. ทานยาที่แพทย์สั่งหลังจากการรักษา อย่างสม่ำเสมอ

ระยะเวลาในการพักฟื้น หลังจากดูดไขมัน

โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่เข้ารับการดูดไขมันจะสามารถกลับมาทำงานได้ภายในไม่กี่วัน และสามารถกลับมาทำกิจกรรมหรือใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติภายใน 2 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

สรุป

การดูดไขมันเป็นทางเลือกหนึ่งในการกําจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามบริเวณต่างๆของร่างกาย เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นแขน และต้นขา กระบวนการศัลยกรรมเพื่อความงามที่ใช้เทคนิคในการดูดไขมันส่วนเกินในชั้นใต้ผิวหนังออก ซึ่งปัจจุบันมีทางเลือกในการกําจัดไขมันส่วนเกินได้หลากหลายวิธี โดยดูดไขมันเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

บทความแนะนำสำหรับผู้สนใจ ดูดไขมัน

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic

ฉีดฟิลเลอร์ หมอไหนดี
ติดต่อ
ติดต่อ
ติดต่อ