Ultraformer กลายเป็นชื่อที่คุ้นเคยในวงการความงามไทยมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธียกกระชับใบหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด แต่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่าเทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ ในยุคที่มีเครื่องยกกระชับหน้าให้เลือกมากมาย การตัดสินใจเลือกหัตถการที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ Ultraformer อย่างละเอียด ตั้งแต่หลักการทำงาน ความแตกต่างของแต่ละรุ่น ผลลัพธ์และรีวิวจากผู้ใช้จริงค่ะ
- Ultraformer คืออะไร?
- หลักการทำงานของ Ultraformer และวิธีการยกกระชับผิว
- Ultraformer MPT vs Ultraformer III ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี
- ปัญหาผิวที่ Ultraformer ช่วยแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ขั้นตอนการทำ Ultraformer และการดูแลหลังทำอย่างถูกวิธี
- ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ Ultraformer
- ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ Ultraformer
- รีวิวจากผู้ใช้จริง
- สรุป
Ultraformer คืออะไร?
Ultraformer เป็นเครื่องยกกระชับผิวที่ใช้เทคโนโลยี MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) หรือคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงที่สามารถส่งพลังงานลงไปยังชั้นผิวต่างๆ ได้อย่างเฉพาะเจาะจง ตั้งแต่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ไปจนถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่แพทย์ศัลยกรรมใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า
เทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาจากประเทศเกาหลีใต้และได้รับการรับรองมาตรฐานจากหลายองค์กรระดับสากล รวมถึง KFDA (Korean Food and Drug Administration) และ อย.ไทย ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา
สิ่งที่ทำให้ Ultraformer แตกต่างจากเครื่องยกกระชับทั่วไปคือความสามารถในการปล่อยพลังงานได้ 2 รูปแบบ คือ
- Micro Focused Ultrasound – ส่งพลังงานลงลึกที่ระดับ 1.5 มม., 3 มม. และ 4.5 มม. เหมาะสำหรับการยกกระชับผิวหน้า ลดริ้วรอยตื้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว
- Macro Focused Ultrasound – ส่งพลังงานลงลึกที่ระดับ 6 มม., 9 มม. และ 13 มม. เหมาะสำหรับการสลายไขมันส่วนเกิน ปรับรูปหน้า และยกกระชับบริเวณที่มีชั้นไขมันหนา
ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการยิงพลังงานจะอยู่ที่ประมาณ 65-75 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่และทำให้เนื้อเยื่อหดตัว ส่งผลให้ผิวกระชับขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ
กระบวนการยกกระชับเกิดขึ้นใน 2 ระยะ ดังนี้
- ระยะแรก (ทันทีหลังทำ) – ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทำให้คอลลาเจนเดิมหดตัว ส่งผลให้ผิวตึงขึ้นทันทีประมาณ 20% ผู้รับการรักษาจะรู้สึกได้ถึงความกระชับที่เพิ่มขึ้นทันทีหลังจากทำเสร็จ
- ระยะที่สอง (1-3 เดือนหลังทำ) – ร่างกายจะเริ่มกระบวนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่เพื่อซ่อมแซมบริเวณที่ได้รับความร้อน กระบวนการนี้เรียกว่า Neocollagenesis ซึ่งจะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 เดือน ทำให้ผิวแน่น เรียบเนียน และมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น
การที่ Ultraformer สามารถส่งพลังงานได้หลายระดับความลึกทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ครอบคลุม ตั้งแต่ผิวชั้นบนที่ต้องการความเรียบเนียน ไปจนถึงชั้น SMAS ที่ต้องการการยกกระชับอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงชั้นไขมันเพื่อช่วยลดไขมันส่วนเกินและปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นได้อีกด้วย
พลังงานที่ปล่อยออกมาจะเป็นลักษณะจุดเล็กๆ ต่อเนื่องกันคล้ายไข่ปลา (Thermal Coagulation Points) ซึ่งจะสร้างโครงข่ายของจุดความร้อนใต้ผิว ทำให้เกิดการยกกระชับแบบ 3 มิติที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ทำให้หน้าแข็งหรือดูผิดธรรมชาติเหมือนการทำหัตถการบางชนิด
| อ่านเพิ่มเติม Ulthera (อัลเทอร่า) คืออะไร? ยกกระชับหน้าเรียว และช่วยลดริ้วรอย
Ultraformer III
เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน มีประสิทธิภาพในการยกกระชับที่พิสูจน์แล้ว โดยมีการปล่อยพลังงานแบบจุดไข่ปลาเรียงต่อกันเป็นเส้น การทำงานมีความเสถียร ให้ผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ ราคาค่อนข้างย่อมเยาเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้
Ultraformer MPT (Micro-Pulse Technology)
เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีการพัฒนาเพิ่มเติม โดยมีจุดเด่นดังนี้
- หัวยิงหลากหลายกว่า – มี 10 หัวยิง 7 ระดับความลึก ทำให้สามารถเลือกใช้ได้ตรงกับปัญหาผิวมากขึ้น
- รูปแบบพลังงาน 3 แบบ – ยิงได้ทั้งแบบจุด เส้นตรง และวงกลม ตอบโจทย์การรักษาที่หลากหลาย
- ความเร็วในการยิง – เร็วกว่ารุ่นเดิม 2.5 เท่า ทำให้ใช้เวลาน้อยลง (20-30 นาที)
- ความเจ็บน้อยกว่า – ด้วย Micro Pulse Mode ที่ปล่อยพลังงานแบบต่อเนื่อง ทำให้รู้สึกเจ็บน้อยลง
- หัว Ultraboost – หัวพิเศษสำหรับงานผิวโดยเฉพาะ ช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวเรียบเนียนและกระจ่างใส
การเลือกระหว่าง Ultraformer III กับ MPT ควรพิจารณาจากหลาย ๆ ปัจจัย ดังนี้
- งบประมาณ – Ultraformer III มีราคาถูกกว่า MPT ประมาณ 20-30%
- ความกลัวเจ็บ – MPT เจ็บน้อยกว่า เหมาะกับคนที่กลัวความเจ็บ
- เวลา – MPT ใช้เวลาน้อยกว่า เหมาะกับคนที่มีเวลาจำกัด
- ผลลัพธ์ที่ต้องการ – หากต้องการเน้นงานผิวด้วย MPT จะให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมกว่า
ปัญหาความหย่อนคล้อย
- แก้มห้อย แก้มย้อย
- คิ้วตก หนังตาตก
- มุมปากตก
- ผิวคอหย่อน เป็นเหลี่ยมคอไก่งวง
- กรอบหน้าไม่ชัด
ปัญหาริ้วรอย
- ริ้วรอยตีนการอบดวงตา
- ริ้วรอยบนหน้าผาก
- ร่องแก้มลึก
- ร่องมุมปาก (Nasolabial fold)
- ร่อง Marionette line
ปัญหาไขมันส่วนเกิน
- เหนียงใต้คาง คางสองชั้น
- แก้มป่อง หน้ากลม
- ไขมันส่วนเกินที่แขน ขา หน้าท้อง
ปัญหาคุณภาพผิว
- รูขุมขนกว้าง
- ผิวไม่เรียบเนียน
- ผิวขาดความกระชับ
- ผิวหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส
ประสิทธิภาพของ Ultraformer ในการแก้ปัญหาแต่ละอย่างจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา อายุ และสภาพผิวของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปจะเห็นผลได้ดีในกรณีที่มีปัญหาระดับน้อยถึงปานกลาง สำหรับปัญหาที่รุนแรงมากอาจต้องใช้ร่วมกับหัตถการอื่นๆ หรือพิจารณาการผ่าตัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดี
การที่ Ultraformer สามารถแก้ปัญหาได้หลากหลายในคราวเดียว ทำให้เป็นหัตถการที่คุ้มค่า โดยเฉพาะรุ่น MPT ที่สามารถยกกระชับ สลายไขมัน และบำรุงผิวได้ในเครื่องเดียว ทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำหัตถการหลายอย่าง
ขั้นตอนก่อนทำ Ultraformer
- ปรึกษาแพทย์ – ประเมินสภาพผิว วิเคราะห์ปัญหา และวางแผนการรักษา
- แจ้งประวัติ – โรคประจำตัว ยาที่ทานอยู่ ประวัติการทำหัตถการอื่นๆ
- งดยาบางชนิด – ยาแอสไพริน วิตามินอี อาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด 1 สัปดาห์ก่อนทำ
- ทำความสะอาดผิว – ล้างเครื่องสำอางและทำความสะอาดผิวให้สะอาด
ขั้นตอนระหว่างทำ
- ทายาชา – ทายาชาทิ้งไว้ 30-45 นาที (บางกรณีอาจไม่จำเป็น)
- ทาเจลนำสัญญาณ – ทาเจลบนผิวเพื่อช่วยในการส่งผ่านคลื่นเสียง
- ยิงพลังงาน – แพทย์จะยิง Ultraformer ตามแผนที่วางไว้ ใช้เวลา 20-45 นาที
- ความรู้สึกขณะทำ – รู้สึกอุ่นๆ ร้อนๆ หรือเจ็บจี๊ดๆ ใต้ผิว ซึ่งอยู่ในระดับที่ทนได้
- ทำความสะอาด – เช็ดเจลออกและทำความสะอาดผิวหน้า
การดูแลหลังทำ Ultraformer
- ทันทีหลังทำอาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อย สามารถประคบเย็นเพื่อลดอาการได้
- หลีกเลี่ยงน้ำร้อน ใช้น้ำเย็นหรืออุ่นล้างหน้า และทาครีมบำรุงสูตรอ่อนโยนในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
- ควรทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกครั้งที่ออกแดด
- งดออกกำลังกายหนักๆ เพื่อลดการอักเสบและบวม ในช่วง 2-3 วันแรก
- งดขัดผิว สครับ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรด AHA/BHA ในช่วงสัปดาห์แรก
- งดทำหัตถการอื่นๆ ที่ใช้ความร้อน เลเซอร์ หรือ RF สัปดาห์แรก
- หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ หรือทำทรีตเมนต์นวดหน้า ในช่วง 1 เดือน
- หลังทำ 2-4 สัปดาห์ สามารถกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้ตามปกติ
- แนะนำดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร และพักผ่อนให้เพียงพอ
- หลังทำ 1 เดือน สามารถทำหัตถการเสริมอื่นๆ ได้ตามคำแนะนำของแพทย์
- ผลลัพธ์จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นผลเต็มที่ใน 2-3 เดือน
คนที่เหมาะกับการทำ Ultraformer
- อายุ 30-60 ปี ที่เริ่มมีปัญหาหย่อนคล้อย
- มีปัญหาหย่อนคล้อยระดับน้อยถึงปานกลาง
- ต้องการผลลัพธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป ดูธรรมชาติ
- ไม่ต้องการผ่าตัดหรือกลัวการผ่าตัด
- มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการทำต่อเนื่อง
คนที่ไม่เหมาะกับการทำ Ultraformer
- ผิวหย่อนคล้อยรุนแรงมาก
- สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีโรคผิวหนังหรือแผลในบริเวณที่จะทำ
- คาดหวังผลทันทีหรือผลถาวร
- อายุน้อยกว่า 25 ปี ที่ยังไม่มีปัญหาหย่อนคล้อย
ข้อดีของ Ultraformer
- ไม่ต้องผ่าตัด – ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น กลับไปทำงานได้ทันที
- เห็นผลจริง – ผู้ใช้ส่วนใหญ่เห็นผลชัดเจนใน 2-3 เดือน โดยเฉพาะเรื่องกรอบหน้าชัดขึ้น
- ผลธรรมชาติ – หน้าไม่แข็ง ไม่ผิดธรรมชาติ คนรอบข้างสังเกตว่าหน้าเด็กลงแต่ไม่รู้ว่าทำอะไรมา
- ปลอดภัย – ผลข้างเคียงน้อย แค่บวมแดงชั่วคราว
- คุ้มค่า – ทำครั้งเดียวอยู่ได้ 6-12 เดือน เมื่อเทียบกับการฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ที่ต้องทำบ่อยกว่า
ข้อเสียของ Ultraformer
- เจ็บระหว่างทำ – แม้จะทายาชาแต่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ โดยเฉพาะบริเวณแนวกระดูก
- ผลไม่ทันที – ต้องรอ 2-3 เดือนถึงจะเห็นผลเต็มที่ อาจไม่เหมาะกับคนที่ต้องการผลเร็ว
- ราคาค่อนข้างสูง – การทำแต่ละครั้งต้องใช้งบหลักหมื่น
- ผลอยู่ไม่ถาวร – ต้องทำซ้ำทุก 6-12 เดือนเพื่อคงผลลัพธ์
- ไม่เหมาะกับทุกคน – คนที่ผิวหย่อนมากหรืออายุมากอาจไม่เห็นผลชัดเจน
สรุป
Ultraformer เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาความหย่อนคล้อย ริ้วรอย และไขมันส่วนเกินโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยเทคโนโลยี MMFU ที่สามารถส่งพลังงานได้หลายระดับความลึก ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ครอบคลุมตั้งแต่ผิวชั้นบนไปจนถึงชั้น SMAS
การเลือกจำนวน shots ที่เหมาะสมและการทำร่วมกับหัตถการอื่นๆ สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ โดยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาและงบประมาณของแต่ละคน
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ ใช้เครื่องแท้ และมีแพทย์ที่มีประสบการณ์ ผลลัพธ์จาก Ultraformer จะเห็นได้ชัดเจนใน 2-3 เดือน และอยู่ได้ 6-12 เดือน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการการดูแลระยะยาวและยอมรับได้กับการทำซ้ำเป็นระยะ การลงทุนเพื่อความงามด้วย Ultraformer อาจต้องใช้งบประมาณพอ
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic


