รักษาหลุมสิว มีวิธีไหนบ้าง? เลือกอย่างไรให้ตรงจุด
RWC Clinic สรุปให้
- รักษาหลุมสิว ต้องเลือกวิธีให้ตรงกับ “ประเภทและความลึก” ของหลุม ไม่ใช่เลือกตามความนิยม เพราะแต่ละวิธีเหมาะกับหลุมสิวคนละแบบ
- หลุมสิวแบ่งหลักได้ 3 ระดับ: Ice Pick (ลึกแคบ) / Box Scar (ขอบชัดปานกลาง) / Rolling Scar (ตื้นเป็นลอน) ซึ่งส่งผลต่อการเลือกวิธีรักษาโดยตรง
- การรักษาที่ได้ผลยั่งยืนต้องอาศัยการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ ไม่ใช่แค่เติมเต็มชั่วคราว จึงมักต้องใช้เวลาต่อเนื่อง 3-6 เดือนขึ้นไป
- การเลือกวิธีผิดประเภทหลุมสิว อาจทำให้เสียเวลา เสียเงิน หรือเสี่ยงเกิดรอยแผลเป็นใหม่ซ้ำ
- ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินหน้างานก่อนเสมอ เพราะหลายคนมีหลุมสิวหลายประเภทปนกันในใบหน้าเดียว
หลายคนที่มีปัญหาหลุมสิวมักเจอสถานการณ์คล้ายกัน คือลองมาหลายวิธีแล้วแต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง ทั้งที่จริงแล้วสาเหตุมักไม่ได้อยู่ที่ “วิธีไม่ดี” แต่อยู่ที่การเลือกวิธีไม่ตรงกับประเภทของหลุมสิวที่เป็นอยู่ เพราะหลุมสิวแต่ละแบบมีโครงสร้างใต้ผิวที่ต่างกัน วิธีที่ใช้ได้ผลดีกับหลุมสิวแบบหนึ่งอาจแทบไม่เห็นผลเลยกับอีกแบบหนึ่ง
บทความนี้จึงรวบรวมแนวทาง รักษาหลุมสิว ที่มีใช้จริงในปัจจุบัน ตั้งแต่การดูแลผิวเบื้องต้นด้วยตัวเอง ไปจนถึงหัตถการทางการแพทย์ พร้อมอธิบายว่าแต่ละวิธีเหมาะกับหลุมสิวประเภทไหน เพื่อให้ผู้ที่กำลังมองหาทางแก้ปัญหาหลุมสิวสามารถประเมินตัวเองเบื้องต้นได้ ก่อนตัดสินใจเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองจริง ๆ
การรักษาหลุมสิวคือกระบวนการฟื้นฟูผิวบริเวณที่เนื้อเยื่อถูกทำลายจากการอักเสบของสิว ให้กลับมาเรียบเนียนใกล้เคียงผิวปกติมากที่สุด โดยหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “เติมเต็ม” หลุมเพียงอย่างเดียว แต่คือการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียหายไป
ระยะเวลาที่เห็นผลจึงแตกต่างกันไปตามความลึกของหลุมสิว บางกรณีเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เดือนแรก แต่หลุมสิวที่ลึกมากอาจต้องใช้เวลาต่อเนื่อง 6 เดือนขึ้นไปกว่าจะเห็นผลชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกลไกการซ่อมแซมผิวที่ต้องอาศัยเวลา ไม่มีวิธีใดที่ให้ผล “ทันที” แบบถาวรได้จริง
ปัญหาหลุมสิวจะเกิดขึ้นเมื่อการอักเสบของสิวลุกลามลึกถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) จนทำลายโครงสร้างคอลลาเจนในบริเวณนั้น เมื่อการอักเสบสงบลง หากร่างกายไม่สามารถสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทนได้ทันหรือสร้างได้ไม่สมบูรณ์ พื้นที่ดังกล่าวจะยุบตัวลงกลายเป็นแอ่งหรือหลุมบนผิวหน้า
ปัจจัยที่ทำให้หลุมสิวรุนแรงขึ้นมักมาจากพฤติกรรมระหว่างเป็นสิว เช่น การบีบ แกะ หรือกดสิวด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้การอักเสบลุกลามลึกกว่าที่ควรจะเป็น รวมถึงชนิดของสิวเองด้วย สิวอักเสบชนิดตุ่มแดงและหัวหนองมีโอกาสทิ้งรอยหลุมมากกว่าสิวอุดตันทั่วไป
- Ice Pick Scar มีลักษณะเป็นหลุมแคบและลึก คล้ายรอยเจาะ เป็นประเภทที่รักษายากที่สุดเพราะพังผืดใต้ผิวมักดึงรั้งลึกจนวิธีการรักษาผิวชั้นตื้นแทบไม่ได้ผล ส่วนใหญ่ต้องอาศัยการรักษาที่เข้าถึงชั้นลึก หรือใช้หลายวิธีร่วมกัน
- Box Scar มีขอบเขตชัดเจนคล้ายรูปกล่อง ความลึกอยู่ระดับปานกลาง ไม่ลึกถึงชั้นรูขุมขน สามารถตอบสนองต่อการรักษาได้หลากหลายวิธีมากกว่า Ice Pick
- Rolling Scar เป็นแอ่งตื้นมีขอบลาดมนคล้ายลอนคลื่น มักเกิดจากพังผืดใต้ผิวดึงรั้งแบบกว้าง เป็นประเภทที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดีที่สุดในบรรดา 3 ประเภท และมักเห็นผลเร็วกว่า
ข้อควรรู้คือ ผู้ที่มีปัญหาหลุมสิวส่วนใหญ่มักมีหลุมสิวมากกว่าหนึ่งประเภทปนกันบนใบหน้า การวินิจฉัยแยกประเภทให้ถูกต้องจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญก่อนวางแผนการรักษา
| อ่านเพิ่มเติม เจาะลึกประเภทหลุมสิวมีอะไรบ้าง?
การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ
สำหรับผู้ที่มีหลุมสิวระดับตื้นแบบ Rolling Scar และต้องการเริ่มต้นดูแลผิวด้วยวิธีที่อ่อนโยน การใช้สารสกัดจากธรรมชาติเป็นทางเลือกเสริมที่ช่วยลดการระคายเคืองเมื่อเทียบกับสารเคมีบางชนิด แม้จะให้ผลลัพธ์ช้ากว่าหัตถการทางการแพทย์ก็ตาม
- ว่านหางจระเข้ มีสารอะลอคติน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของผิวและกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิวชั้นตื้น เหมาะใช้ทาบำรุงหลังผิวหายจากการอักเสบของสิวแล้ว
- ใบบัวบก มีสารกลุ่มไกลโคไซด์ที่มีงานวิจัยสนับสนุนเรื่องการช่วยฟื้นฟูแผลและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระดับเซลล์ จึงมักถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลังสิว
- มะละกอสุก มีเอนไซม์ปาเปนและไคโมปาเปน ซึ่งช่วยย่อยสลายเซลล์ผิวเก่าที่หนาตัวบริเวณขอบหลุมสิว ทำให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวใหม่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
- น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีกรดลอริกซึ่งมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดโอกาสเกิดการอักเสบซ้ำบริเวณผิวที่กำลังฟื้นตัว
ข้อจำกัดสำคัญของวิธีธรรมชาติคือให้ผลเฉพาะหลุมสิวตื้นมาก ๆ เท่านั้น และไม่สามารถแก้ปัญหาหลุมสิวระดับ Box หรือ Ice Pick ได้ จึงเหมาะเป็นการดูแลเสริมมากกว่าการรักษาหลัก
รักษาด้วยครีมสูตรผสมเคมี
การใช้สารเคมีเฉพาะจุดเป็นอีกแนวทางที่ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นคอลลาเจนได้ลึกกว่าวิธีธรรมชาติ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อควบคุมความเข้มข้นให้เหมาะสม
- กรด TCA ใช้แต้มเฉพาะจุดบนรอยหลุมสิว ออกฤทธิ์เร่งการแบ่งตัวของเซลล์ผิวใหม่ทำให้ขอบหลุมสิวค่อย ๆ ตื้นขึ้น ผลข้างเคียงที่พบได้คือผิวบริเวณที่ทาจะตกสะเก็ดช่วงสั้น ๆ ก่อนลอกออกเผยผิวใหม่ด้านล่าง มักใช้ในความถี่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- กรดวิตามินเอ (Retinoids) ออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวโดยไม่ทำให้ผิวลอกรุนแรงเท่ากรด TCA จึงสามารถใช้ได้บ่อยกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวิธีที่ค่อยเป็นค่อยไปและไม่ต้องการช่วงพักผิวจากสะเก็ด
ทั้งสองวิธีนี้จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดควบคู่อย่างเคร่งครัด เนื่องจากผิวที่ผ่านการทากรดจะไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติ และหากใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีการประเมินจากแพทย์ อาจทำให้ผิวบางลงจนเกิดการระคายเคืองง่ายกว่าเดิม
รักษาด้วยการผลัดเซลล์ผิว
การกรอผิวด้วยผลึกละเอียด (Microdermabrasion) เป็นการใช้อนุภาคขนาดเล็กระดับไมครอนขัดผิวชั้นบนออกอย่างควบคุมได้ เพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างเซลล์ใหม่ทดแทน วิธีนี้ใช้ได้กับหลุมสิวทุกประเภท แต่จะเห็นผลชัดเจนที่สุดในหลุมสิวประเภท Rolling Scar
เนื่องจากเป็นการขัดผิวชั้นตื้นซ้ำหลายครั้ง จึงจำเป็นต้องเว้นระยะห่างระหว่างการทำแต่ละครั้งให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้ผิวบางลงจากการผลัดเซลล์ที่ถี่เกินไป โดยทั่วไปแพทย์จะนัดห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง และต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งกว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
Cool touch laser
เป็นการยิงเลเซอร์เข้าไปที่ผิวชั้นกลางให้น้ำในผิวอุ่นเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้จะไม่รู้สึกเจ็บมาก เพราะแพทย์จะทายาชาเพื่อลดความรู้สึกขณะทำก่อนยิงเลเซอร์ จะพบรอยแดงบนใบหน้าหลังทำ ปรากฏอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง วิธีนี้เหมาะกับใช้รักษาหลุมสิว ประเภท Rolling scar ทำติดต่อกัน 5-7 ครั้งจึงจะเห็นผล โดยการรักษาแต่ละครั้งแพทย์ผิวหนังจะนัดห่างกัน 2-4 สัปดาห์
Laser Fraxel
เลเซอร์ชนิดนี้จะใช้คลื่นแสงในช่วงกลางที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากยิงเข้าไปเพื่อกระตุ้นให้เซลล์เกิดการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยคลื่นแสงชนิดนี้จะยิงเข้าไป ซึ่งกระบวนการก็คือการทำให้เซลล์ตายและเกิดการสร้างเซลล์ใหม่และผลัดเซลล์ผิวเกิดขึ้น ขณะยิงเลเซอร์ค่อนข้างเจ็บ หลังทำต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด การรักษาหลุมสิว ด้วยวิธีนี้ควรทำประมาณ 4-5 ครั้ง โดยทำได้เพียงเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้ผิวนั้นเกิดการอักเสบมากเกินไป
Laser fractional CO2
เลเซอร์ชนิดนี้มีความรุนแรงกว่า 2 ชนิดข้างต้น เป็นอีกเลเซอร์ รักษาหลุมสิว ที่ให้ผลลัพธ์ดี มีความรุนแรงมาก เป็นตัวช่วยให้เกิดการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ผลของเลเซอร์ชนิดนี้สามารถตัดพังผืดแบบแนวดิ่งได้ดี แต่ก็ทำลายผิวชั้นบนไปมากเช่นกัน เรียกได้ว่า ข้อดีข้อเสียพอ ๆ กัน
คนที่คิดจะ รักษาหลุมสิว ด้วยการทำเลเซอร์ชนิดนี้ ต้องทำใจไว้เลยว่า อาจใช้เวลาพักฟื้นยาวนาน ก่อนที่ผิวจะค่อย ๆ เริ่มสร้างตัวขึ้นใหม่อย่างธรรมชาติ แต่ก็ได้ผลดีในการรักษาหลุมสิว 70% การรักษาจะทำประมาณ 4 ครั้ง ห่างกันเดือนละ 1 ครั้ง ระหว่างรักษาให้หลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะผิวจะคล้ำดำ เป็นรอยได้ง่าย
รักษาหลุมสิวด้วย IPL
การรักษาหลุมสิวด้วย IPL (Intense pulsed light) จะเป็นการใช้แสงหลายความยาวคลื่นยิงเข้าไปบริเวณที่เกิดหลุมสิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สามารถใช้ได้ดีกับการรักษาหลุมสิว ระดับทั่วไป (Rolling scar)
ถ้านำไปใช้กับหลุมสิวแบบอื่น อาจเห็นผลช้ามากหรือแทบไม่เห็นผลเลย ทำติดต่อกัน 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน
อาการข้างเคียงอาจเกิดรอยแดงคล้ำ และกลายเป็นสะเก็ด การรักษาหลุมสิว วิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะ ถ้าใช้พลังงานแสงสูงเกินไป ผิวจะเกิดรอยไหม้ แต่ถ้าใช้พลังงานแสงต่ำไปการ รักษาหลุมสิว จะไม่มีประสิทธิภาพ
เป็นการรักษาหลุมสิว แบบใช้เข็มขนาดเล็กมาก ๆ จิ้มลงไปโดยตัวยาผ่านเข้าไปในผิว จึงทำให้ผิวสร้างตัวและฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น หลุมสิวจึงตื้นขึ้น โดยใช้เครื่องมือ Derma Roller ที่มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งติดเข็มเล็ก ๆ กลิ้งไปบนใบหน้าเข็มจะเจาะลงไปถึงชั้นหนังแท้
หลังจากนั้นจะเกิดการอักเสบของชั้นผิว ร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซมผิวใหม่ เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่
วิธีนี้ควรทำห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และทำติดต่อกัน 5 ครั้ง จะช่วยทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น
รักษาด้วยการเลาะพังผืด
อีกหนึ่งการรักษาหลุมสิว คือการเลาะพังผืด หรือการรักษาหลุมสิวด้วยวิธี Subcision เป็นการใช้เข็มสอดเข้าไปที่ใต้หลุมสิว เพื่อเลาะพังผืดที่ดึงรั้งผิวออกไป ทำให้ผิวสามารถซ่อมแซมได้โดยที่ไม่ต้องผลัดผิวชั้นตื้น หลังทำการเลาะพังผืด ควรงดตากแดด และงดใช้เครื่องสำอาง 2-3 วัน
ผลข้างเคียงอาจจะมีอาการเจ็บช้ำบริเวณใบหน้า 1-2 สัปดาห์ ทำได้เดือนละ 1 ครั้ง และจะได้ผลเมื่อทำประมาณ 3-5 ครั้ง แต่วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดการติดเชื้อใต้ผิวหนัง เกิดเป็นแผลใหม่ และกลายเป็นแผลเป็นนูนจากการรักษา วิธีการรักษาหลุมสิว วิธีนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก เพราะผลที่ได้อาจไม่คุ้มกับความเจ็บตัว
ศัลยกรรมผ่าตัดหลุมสิว (Punch Excision & Grafting) เป็นวิธีที่เหมาะกับคนที่รักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่หาย วิธีนี้เหมาะกับการ รักษาหลุมสิว ประเภท Ice Pick scar ขนาดไม่เกิน 3 มิลลิเมตร เป็นการตัดหลุมสิวออก
โดยวิธีการรักษาหลุมสิวแบบนี้จะแบ่งย่อยเป็น 4 วิธี คือ Punch excision / Punch elevation / Punch grafting และ Elliptical excision
หลังทำแผลจะแห้งประมาณ 1 สัปดาห์ อาจพบรอยแผลเป็นบาง ๆ ต้องรักษาต่อด้วยการทำเลเซอร์ วิธีนี้เป็นการรักษาหลุมสิว แบบครั้งเดียวแต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็นใหม่ไว้ได้ง่ายเช่นกัน
การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มหลุมสิว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสำหรับการรักษาหลุมสิวระดับตื้นถึงปานกลาง โดยฟิลเลอร์ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารเติมเต็มชั่วคราวที่สามารถเสื่อมสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย จึงปลอดภัยกว่าการใช้สารเติมเต็มแบบถาวร
การรักษาหลุมสิวด้วยวิธีนี้ค่อนข้างได้ผลดี ประมาณ 30-70% เนื่องจากเป็นการฉีดสารเข้าไปเติมเต็มรอยหลุมโดยตรงและเห็นผลทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาเอง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์มักอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ก่อนที่ไฮยาลูรอนิก แอซิดจะค่อยๆ ถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการธรรมชาติ
ดูรายละเอียดเชิงลึกเรื่องชนิดฟิลเลอร์ ราคา และการเลือกคลินิกได้ในบทความฟิลเลอร์รักษาหลุมสิวของเรา
รักษาด้วยคลื่นวิทยุ
การรักษาหลุมสิวด้วย (Radiofrequency – RF) วิธีนี้เป็นการรักษาหลุมสิว โดยการส่งคลื่นวิทยุลงไปที่ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้เกิดการทำลายผิวหนัง (Ablation) บริเวณนั้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้อาจรู้สึกเจ็บขณะทำ แต่แพทย์ผิวหนังจะทายาชาเพื่อลดความรู้สึกขณะทำ ก่อนทำการรักษาผลการรักษาจะมีประสิทธิภาพเมื่อทำ 3-4 ครั้ง และควรทำเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น
เครื่องมือที่ใช้ก็มีหลายแบบด้วยกัน อย่างเช่นเครื่อง E-matrix ที่มีประโยชน์ในด้านการยกกระชับใบหน้าด้วย ในปัจจุบันเครื่องนี้สามารถให้ผลในการ รักษาหลุมสิว ได้ดีมาก หรือประมาณ 70% หากทำประมาณ 3-5 ครั้งขึ้นไป อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงน้อย แต่ที่สำคัญคือราคาทำค่อนข้างแพง
รักษาหลุมสิวด้วย Pico Laser
การรักษาหลุมสิวด้วย Pico Laser เป็นเลเซอร์รักษาหลุมสิวอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง ได้รับการพัฒนาให้ระบบทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอีกด้วย โดยเปลี่ยนวิธีทำงานของเลเซอร์ด้วยคลื่นแสงความถี่สูง ปล่อยลำแสงเลเซอร์ในช่วงเวลาสั้น มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นลึก
ช่วยรักษาแผลเป็นจากรอยสิว หลุมสิว กระชับรูขุมขน และให้ผิวกระจ่างใสด้วย ทำให้ขณะยิงเลเซอร์จะรู้สึกระคายเคือง และเจ็บน้อยมาก เห็นผลเร็ว ใช้เวลาในการรักษาน้อยกว่าเครื่องเลเซอร์แบบเดิม ที่สำคัญผลข้างเคียงและระยะเวลาในการพักฟื้นก็น้อยมากๆ –
และทำให้การจัดเรียงตัวของคอลลาเจนเดิมดียิ่งขึ้น ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้น ริ้วรอยเหี่ยวย่นจางลง รวมถึงปัญหาแผลเป็นหรือแผลหลุมสิวนั้นดีขึ้น จึงเป็นการรักษาหลุมสิวที่ดีที่สุดในขณะนี้
การรักษาหลุมสิวด้วยฟิลเลอร์และเลเซอร์ เหมาะกับใครบ้าง
- เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหลุมสิวชนิด Rolling และ Box Scar
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็ว ใช้เวลาในการรักษาไม่นาน
- เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการพักฟื้นเพื่อฟื้นฟูใบหน้า
- เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในขั้นตอนการดูแลตัวเอง
| อ่านเพิ่มเติม FRACTORA คืออะไร? รวมทุกเรื่องต้องรู้ก่อนเลเซอร์รักษาหลุมสิว
- หลุมสิวประเภท Rolling Scar ตอบสนองได้ดีกับหลายวิธี ทั้งเทคนิคที่กระตุ้นคอลลาเจนแบบไม่รุกล้ำมาก และการฉีดฟิลเลอร์เพื่อผลลัพธ์เร็ว เนื่องจากไม่มีพังผืดดึงรั้งมากเท่าประเภทอื่น
- หลุมสิวประเภท Box Scar มักต้องอาศัยพลังงานที่เข้าถึงชั้นลึกกว่า เพื่อสลายขอบเขตที่ชัดเจนของหลุมและกระตุ้นให้พื้นผิวปรับระดับเข้าหากันมากขึ้น
- หลุมสิวประเภท Ice Pick เป็นกลุ่มที่ท้าทายที่สุด ส่วนใหญ่ต้องเริ่มจากการจัดการพังผืดใต้ผิวก่อน แล้วจึงตามด้วยการกระตุ้นคอลลาเจนในลำดับถัดไป บางกรณีอาจต้องพิจารณาการตัดหลุมออกโดยตรงหากหลุมมีขนาดเล็กและลึกมาก
ทั้งนี้ ผู้ที่มีหลุมสิวหลายประเภทปนกันมักได้ผลลัพธ์ดีที่สุดจากการผสมผสานหลายเทคนิคเข้าด้วยกันตามการประเมินของแพทย์ ไม่ใช่การใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ข้อควรระวังเกี่ยวกับการรักษาหลุมสิว
ข้อควรระวังเป็นอย่างมากในการรักษาหลุมสิว มีดังนี้
- การใช้กรด AHA ควรใช้ครีมกันแดดร่วมด้วยเป็นประจำทุกวัน เนื่องจากกรดชนิดนี้มีความไวต่อแดด
- ไม่ควรใช้การใช้กรด AHA ติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจทำให้เซลล์ผิวบางได้ และหากใช้แล้วเกิดระคายเคืองหรือเกิดผื่น ควรหยุดใช้ทันที
- การใช้สมุนไพรในการรักษาผิวหน้า ควรล้างสมุนไพรให้สะอาดทุกครั้ง เนื่องจากสมุนไพรบางชนิดมีน้ำยาง อาจระคายเคืองต่อผิวได้
ระหว่างช่วงการรักษาหลุมสิว ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบซ้ำ ได้แก่ การสัมผัสฝุ่นละอองและมลภาวะโดยตรงซึ่งอาจสะสมเชื้อแบคทีเรียที่รูขุมขน การแคะแกะเกาหรือสัมผัสใบหน้าบ่อยครั้งด้วยมือที่ไม่สะอาด การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันซึ่งอุดตันรูขุมขนได้ง่าย รวมถึงผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไวท์เทนนิ่งบางชนิดที่อาจทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้นในช่วงที่ผิวยังบอบบางจากการรักษา
รักษาหลุมสิวด้วย Fractora เจ็บมากไหม
ระหว่างทำแพทย์จะทายาชาเฉพาะที่ก่อนเสมอ ทำให้ความรู้สึกเจ็บอยู่ในระดับที่รับได้สำหรับคนส่วนใหญ่ และไม่มีแผลเปิดแบบการผ่าตัด
Fractora เหมาะกับหลุมสิวระดับไหนบ้าง
ใช้ได้กับหลุมสิวหลายระดับ แต่เห็นผลชัดเจนที่สุดในหลุมสิวประเภท Rolling Scar และ Box Scar ที่ความลึกไม่เกินชั้นรูขุมขน ส่วนหลุมสิวประเภท Ice Pick อาจต้องทำต่อเนื่องนานกว่าและพิจารณาร่วมกับวิธีอื่น
หลังทำ Fractora มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
มักพบผิวแดงในช่วง 24 ชั่วโมงแรก อาจมีอาการบวมเล็กน้อย 2-3 วัน และผิวลอกเป็นขุยราวช่วงวันที่ 4 ซึ่งจะค่อย ๆ หลุดลอกไปเองภายใน 1-3 สัปดาห์
รักษาหลุมสิวใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล
ขึ้นอยู่กับความลึกของหลุมสิวและวิธีที่เลือกใช้ โดยทั่วไปต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งเป็นรายเดือน และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วง 3-6 เดือนขึ้นไป
หลุมสิวรักษาให้หายสนิท 100% ได้หรือไม่
เป้าหมายหลักของการรักษาคือทำให้หลุมสิวตื้นขึ้นและผิวเรียบเนียนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่าการรับประกันว่าจะหายสนิทแบบไม่เหลือร่องรอยเลย ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึกของหลุมสิวแต่ละคนเป็นสำคัญ
ก่อนรักษาหลุมสิวควรเตรียมตัวอย่างไร
ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์กรดผลัดเซลล์ผิวความเข้มข้นสูงก่อนเข้ารับการรักษาตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ และหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดในช่วงก่อนทำเพื่อลดความเสี่ยงผิวไวต่อการอักเสบ
รักษาหลุมสิวแล้วสามารถแต่งหน้าได้เลยหรือไม่
ขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือกใช้ บางเทคนิคแนะนำให้งดแต่งหน้าช่วงสั้น ๆ หลังทำเพื่อลดความเสี่ยงการระคายเคืองบริเวณผิวที่เพิ่งผ่านการรักษา ควรสอบถามคำแนะนำเฉพาะจากแพทย์ผู้ทำการรักษา
คนผิวแพ้ง่ายสามารถรักษาหลุมสิวได้หรือไม่
ได้ค่ะ แต่ควรแจ้งประวัติผิวแพ้ง่ายหรือโรคผิวหนังที่เป็นอยู่ให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ เพื่อให้แพทย์เลือกวิธีและปรับระดับพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวเป็นรายบุคคล
สรุป
รักษาหลุมสิว ให้ได้ผลดีควรเริ่มต้นจากการวินิจฉัยประเภทและความลึกของหลุมสิวให้ถูกต้องก่อนเสมอ เพราะแต่ละวิธีมีจุดแข็งต่างกันและเหมาะกับหลุมสิวคนละลักษณะ การรักษาที่ดีจึงไม่ใช่การเลือกเทคโนโลยีที่ “แรงที่สุด” แต่คือการเลือกวิธีที่ “เหมาะกับสภาพผิว” ของแต่ละคน ควบคู่ไปกับความสม่ำเสมอในการรักษาต่อเนื่องและการดูแลผิวอย่างถูกต้องระหว่างช่วงการรักษา ผลลัพธ์ที่ดีจึงมักมาพร้อมกับความอดทนและการวางแผนร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ต้นนะคะ

