TheraFill คืออะไร? คอลลาเจนสดฟื้นฟูผิว | RWC Clinic

TheraFill คืออะไร?

RWC Clinic สรุปให้

  • TheraFill คือคอลลาเจนสดบริสุทธิ์ชนิด Atelocollagen จากเกาหลีใต้ ผ่านมาตรฐาน US FDA, CE, KFDA และ GMP เป็นคอลลาเจนสดเพียงแบรนด์เดียวที่รับรองให้ฉีดบนใบหน้าโดยเฉพาะ
  • โครงสร้างใกล้เคียงคอลลาเจนมนุษย์มากที่สุด จึงไม่ต้องทำ Skin Test ก่อนฉีด และผสมยาชา Lidocaine มาในตัวผลิตภัณฑ์ ลดความเจ็บระหว่างฉีด
  • ออกฤทธิ์ 2 ระยะ คือเติมเต็มปริมาตรทันทีหลังฉีด และกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจน-อีลาสตินใหม่ในช่วง 2-4 สัปดาห์
  • เหมาะกับปัญหาผิวบาง เห็นเส้นเลือด ร่องใต้ตา ร่องแก้มตื้น ริ้วรอยจากการขยับหน้า และคนที่อยากได้ผลลัพธ์เร็วแต่เป็นธรรมชาติ
  • ผลลัพธ์อยู่ได้ 6-12 เดือน แนะนำทำ 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและยาวนานที่สุด

ในยุคที่ทุกคนต่างมองหาวิธีการดูแลผิวที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็วและเป็นธรรมชาติ TheraFill จึงกลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมในวงการความงาม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวจากภายในอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การปิดบังปัญหาผิวชั่วคราว แต่เป็นการเติมเต็มและกระตุ้นคอลลาเจนในผิวให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

TheraFill เป็นสารเติมเต็มผิว (Dermal Filler) ที่ใช้คอลลาเจนบริสุทธิ์สูง (High Purity Atelocollagen) ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับคอลลาเจนของมนุษย์มากที่สุด ทำให้ร่างกายยอมรับได้ดี ไม่ต้องทดสอบผิวก่อนการฉีด และที่สำคัญคือได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์กรระดับโลกอย่าง US FDA, CE, KFDA และ GMP ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษา

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลผิวที่ให้ผลลัพธ์แบบไม่ต้องรอกระตุ้น และช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน TheraFill คือคำตอบที่ไม่ควรพลาด บทความนี้จะพาไปรู้จักกับนวัตกรรมนี้อย่างละเอียด ตั้งแต่หลักการทำงาน ความแตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป ไปจนถึงวิธีการเตรียมตัวและดูแลผิวหลังการรักษาเพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานและสมบูรณ์แบบที่สุด

TheraFill คืออะไร?

TheraFill เป็นสารเติมเต็มผิวที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงจากประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้คอลลาเจนบริสุทธิ์ชนิด Atelocollagen ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการขจัดสารที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ออกไปแล้ว จึงมีความปลอดภัยสูงและเข้ากันได้ดีกับผิวมนุษย์

TheraFill คืออะไร?

ความแตกต่างหลักระหว่าง TheraFill กับฟิลเลอร์ทั่วไป

ฟิลเลอร์ทั่วไป ส่วนใหญ่จะใช้สาร Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งทำหน้าที่เติมปริมาตรและดึงความชื้น แต่อาจไม่ได้กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวมากนัก ในขณะที่ TheraFill นั้นเป็นคอลลาเจนแท้ 100% ที่ไม่เพียงแต่เติมเต็มปริมาตรผิว แต่ยังช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ของร่างกายด้วย ทำให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริงและยั่งยืน

มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

สิ่งที่ทำให้ TheraFill โดดเด่นคือการได้รับการรับรองจากหลายองค์กรชั้นนำทั่วโลก ได้แก่

  • US FDA – องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา
  • CE Mark – มาตรฐานยุโรป
  • KFDA – องค์การอาหารและยาของเกาหลีใต้
  • GMP – มาตรฐานการผลิตที่ดี
  • FDA อย.ไทย – องค์การอาหารและยาของไทย

และที่สำคัญที่สุดคือ TheraFill เป็นคอลลาเจนสดเพียงแบรนด์เดียวที่ได้รับการรับรองให้ฉีดบนใบหน้าโดยเฉพาะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

ความพิเศษของ TheraFill 

ความพิเศษของ TheraFill 

คอลลาเจนสดที่ต้องเก็บแช่เย็น

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ TheraFill แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปคือการเป็น “คอลลาเจนสด” ที่ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิควบคุมที่ 1-25°C ตลอดเวลา เพื่อรักษาความเสถียรและประสิทธิภาพของโปรตีนคอลลาเจน 

คลินิกที่มีมาตรฐานจะต้องมีระบบการจัดเก็บที่ถูกต้อง และตรวจสอบอุณหภูมิก่อนการใช้งานทุกครั้ง ดังนั้นก่อนตัดสินใจทำ TheraFill ควรสังเกตและสอบถามคลินิกเกี่ยวกับการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ด้วย

ไม่ต้องทดสอบผิวก่อนการฉีด

ข้อดีสำคัญของ TheraFill คือการที่โครงสร้างคอลลาเจนเข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องทำ Skin Test ก่อนการฉีด ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก แตกต่างจากคอลลาเจนรุ่นเก่าๆ ที่ต้องทดสอบผิวรอ 2-4 สัปดาห์ก่อนการรักษาจริง

ผสมยาชามาให้พร้อม

TheraFill ผสมยาชา (Lidocaine) มาในตัวผลิตภัณฑ์แล้ว ทำให้กระบวนการฉีดเจ็บน้อยลงอย่างมาก ผู้รับการรักษาจะรู้สึกสบายมากขึ้น และลดความวิตกกังวลสำหรับคนที่กลัวเข็ม

เห็นผลลัพธ์ได้ทันที

การทำงานของ TheraFill แบ่งเป็น 2 ระยะ

  • ระยะแรก (Immediate Effect): เห็นผลทันทีหลังการฉีด ผิวจะดูอิ่มฟู กระชับ และเต่งตึงขึ้นในทันที เนื่องจากคอลลาเจนเข้าไปเติมเต็มปริมาตรในชั้นผิวโดยตรง
  • ระยะที่สอง (Bio-Stimulation Effect): ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังการฉีด คอลลาเจนจะกระตุ้นให้เซลล์ Fibroblast สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ทำให้ผิวได้รับการฟื้นฟูจากภายในอย่างแท้จริง และผลลัพธ์จะดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่

ผลลัพธ์จาก TheraFill สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น

  • อายุและสภาพผิวของผู้รับการรักษา
  • การดูแลตัวเองหลังการรักษา
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การออกแดด
  • ปริมาณและเทคนิคการฉีด

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ว่าตัวสารจะถูกดูดซึมไปตามธรรมชาติ แต่คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่จะช่วยให้ผิวยังคงดูดีอยู่ต่อไป ไม่หย่อนคล้อยกลับไปสู่สภาพเดิมทันที

TheraFill ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

TheraFill ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?
  • เติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้า คอลลาเจนบริสุทธิ์ชนิด Atelocollagen ใน TheraFill มีโมเลกุลขนาดเล็กกว่า 0.45 ไมครอน จึงกระจายตัวเข้าสู่ชั้นผิวได้ทั่วถึงและสม่ำเสมอ ช่วยเติมเต็มร่องลึกอย่างร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และร่องใต้ตาได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ทิ้งรอยนูนหรือก้อนใต้ผิว อีกทั้งยังช่วยปรับสัดส่วนใบหน้าให้ดูสมส่วนขึ้นได้ในคราวเดียวกัน
  • เสริมสร้างการกระตุ้นคอลลาเจน จุดเด่นที่ทำให้ TheraFill แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปคือความสามารถในการกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เติมปริมาตรแล้วจบ แต่เป็นการ “ปลุก” กลไกการซ่อมแซมตัวเองของผิวให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง ทำให้ผลลัพธ์ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายสัปดาห์หลังฉีด
  • ผิวกระจ่างใส ผิวแน่น และมีความกระชับขึ้น เมื่อโครงสร้างคอลลาเจนใต้ผิวแข็งแรงขึ้น ผิวชั้นบนจะถูกยกพยุงให้ตึงกระชับตามไปด้วย รูขุมขนที่เคยขยายจะดูเล็กลงเพราะผิวรอบ ๆ มีความหนาแน่นมากขึ้น นอกจากนี้การไหลเวียนเลือดในชั้นผิวที่ดีขึ้นยังช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอ กระจ่างใส และลดเงาหมองคล้ำได้อีกด้วย
  • เติมน้ำให้ผิว อิ่มฟู ฉ่ำเด้ง คอลลาเจนมีคุณสมบัติจับกับโมเลกุลน้ำได้ดี เมื่อ TheraFill เข้าไปอยู่ในชั้นผิว จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวได้ยาวนานกว่าการทามอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไป ผิวจึงดูอิ่มฟู เต่งตึง และฉ่ำเด้งแบบผิวสุขภาพดีตลอดทั้งวัน

ใครเหมาะกับ TheraFill? และฉีดจุดไหนได้บ้าง

กลุ่มคนที่เหมาะกับ TheraFill

TheraFill เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหลากหลายประเภท ดังนี้

ใครเหมาะกับ TheraFill? และฉีดจุดไหนได้บ้าง

1. คนที่มีปัญหาผิวบางจนเห็นเส้นเลือด

ผู้ที่มีผิวบางจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวได้ TheraFill จะช่วยเติมเต็มความหนาของชั้นผิว ทำให้ผิวดูแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น

2. คนที่ทำเลเซอร์หรือผลัดเซลล์ผิวบ่อยจนผิวบาง

การทำเลเซอร์บางชนิดหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไปอาจทำให้ผิวบางลงและเสียสมดุล TheraFill ช่วยฟื้นฟูและเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิว

3. คนที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำและร่องลึก

ร่องลึกใต้ตาที่ทำให้ดูเหนื่อยล้าและโทรมเป็นปัญหาที่หลายคนกังวล TheraFill สามารถเติมเต็มร่องเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ดวงตาดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น

4. คนที่มีริ้วรอยจากการขยับหน้า

ริ้วรอยที่เกิดจากการยกคิ้ว ขมวดคิ้ว หรือยิ้ม เช่น รอยหน้าผาก รอยระหว่างคิ้ว และ Crow’s feet รอบดวงตา TheraFill ช่วยเติมเต็มริ้วรอยเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. คนที่มีร่องแก้มตื้นที่ทำให้หน้าโทรม

ร่องแก้มที่ชัดเจนขึ้นตามอายุทำให้ใบหน้าดูโทรมและเหนื่อยล้า TheraFill ช่วยเติมเต็มและยกกระชับบริเวณนี้ได้

6. คนที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็วและเป็นธรรมชาติ

ผู้ที่ต้องการเห็นผลทันทีแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ ไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นว่าทำศัลยกรรม TheraFill คือตัวเลือกที่เหมาะสม

จุดที่สามารถฉีด TheraFill ได้

TheraFill ได้รับการรับรองให้ฉีดบนใบหน้าโดยเฉพาะ โดยจุดที่นิยมและให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ได้แก่

จุดที่สามารถฉีด TheraFill ได้
  •  บริเวณใต้ตาและรอยคล้ำ: เติมเต็มร่องลึกใต้ตา ลดเงาคล้ำ ทำให้ดวงตาดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น เหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหา Tear Trough หรือเส้นเลือดใต้ตาคล้ำ
  • รอยย่นระหว่างคิ้วและหน้าผาก: ลดร่องลึกจากการขมวดคิ้วหรือยกคิ้วซ้ำๆ ช่วยให้หน้าดูผ่อนคลาย ไม่ดุ และไม่ดูเครียด
  • ร่องแก้มตื้น: แก้ปัญหาหน้าโทรมจากร่องแก้มที่ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า คืนความอิ่มฟูให้โครงหน้าและลดอายุลงได้อย่างเห็นผล
  • เส้นริ้วเล็กๆ รอบดวงตา: ริ้วรอยจากการยิ้มและหัวเราะที่เกิดขึ้นรอบดวงตา TheraFill เติมแล้วผิวรอบดวงตาดูเนียนนุ่มและอ่อนเยาว์ขึ้น
  • บริเวณริมฝีปากและรอยรอบปาก: เส้นริ้วเล็กๆ รอบปากที่เกิดจากการสูบบุหรี่หรือริ้วหัวเราะ สามารถเติมได้เพื่อให้ริมฝีปากดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์
  • คาง: ปรับรูปคางให้ชัดเจนและสมส่วนมากขึ้น หรือเติมเต็มร่องบนคางที่ทำให้ดูแก่

ข้อควรระวังและข้อห้าม

แม้ TheraFill จะมีความปลอดภัยสูงเพราะโครงสร้างใกล้เคียงคอลลาเจนมนุษย์ แต่ก่อนตัดสินใจฉีดควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้ที่ควรงดหรือปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนทำ

Upload Image...
  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอในกลุ่มนี้
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้คอลลาเจนหรือยาชา Lidocaine อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงได้
  • ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น Lupus หรือ Rheumatoid Arthritis เพราะร่างกายอาจตอบสนองต่อสารแปลกปลอมผิดปกติ
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบในบริเวณที่ต้องการฉีด ควรรักษาให้หายก่อนเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อซ้ำซ้อน
  • ผู้ที่มีแผลเป็นชนิด Keloid หรือ Hypertrophic Scar เนื่องจากผิวมีแนวโน้มตอบสนองต่อการกระตุ้นคอลลาเจนมากผิดปกติ
  • ผู้ที่กำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพิ่มความเสี่ยงรอยช้ำและเลือดออกง่าย ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาปรับยาก่อนทำหัตถการ

การตรวจประเมินสุขภาพผิวและซักประวัติอย่างละเอียดก่อนฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ผลลัพธ์ออกมาปลอดภัยที่สุด

การเตรียมตัวและการดูแลหลังทำ TheraFill

จุดที่สามารถฉีด TheraFill ได้

การเตรียมตัวก่อนทำ TheraFill

การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ดังนี้

  • งดรับประทานยาและวิตามินบางชนิด (3-5 วัน) เช่น วิตามิน E น้ำมันปลา (Fish Oil) ยาประเภทแอสไพริน ยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs หรืออาหารเสริมที่มีสรรพคุณลดการแข็งตัวของเลือด เช่น กระเทียม ขิง เพราะยาและอาหารเสริมเหล่านี้อาจเพิ่มโอกาสเกิดรอยช้ำหลังการฉีด หากคุณรับประทานยาตามใบสั่งแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงก่อนวันทำทรีตเมนต์จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพพร้อม การพักผ่อนเพียงพอยังช่วยลดการบวมและช้ำหลังการรักษา
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: ดื่มน้ำอย่างน้อย 2 ลิตรหรือ 8 แก้วต่อวัน เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นและพร้อมรับการรักษา ผิวที่มีความชุ่มชื้นดีจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  • แจ้งประวัติการแพ้และโรคประจำตัว: แจ้งแพทย์โดยละเอียดเกี่ยวกับประวัติการแพ้ยาหรือสารใดๆ โรคประจำตัวทุกชนิด ยาที่กำลังรับประทาน ทรีตเมนต์หรือศัลยกรรมที่เคยทำและฟิลเลอร์ชนิดอื่นๆ ที่เคยฉีด
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ (24 ชั่วโมงก่อน): แอลกอฮอล์ทำให้เส้นเลือดขยายและเพิ่มโอกาสเกิดรอยช้ำ ควรงดดื่มอย่างน้อย 1 วันก่อนการรักษา
  •  หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก (24 ชั่วโมงก่อน): การออกกำลังกายหนักอาจเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและอาจทำให้เกิดรอยช้ำง่ายขึ้น
  • ทำความสะอาดผิวหน้าให้ดี: ในวันทำทรีตเมนต์ ควรทำความสะอาดผิวหน้าให้ดี ไม่ทาเครื่องสำอางหนักหรือสกินแคร์ที่ระคายเคือง

การดูแลตัวเองหลังทำ TheraFill

การดูแลที่ดีหลังการรักษาจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและอยู่ได้ยาวนาน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส กด หรือนวด (24-48 ชั่วโมง): อย่าสัมผัสหรือกดบริเวณที่ฉีดโดยไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้สารเคลื่อนที่หรือกระจายไปยังบริเวณอื่น
  • งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ (1-3 วัน): แอลกอฮอล์ทำให้เส้นเลือดขยายและอาจเพิ่มการบวม การสูบบุหรี่ทำลายคอลลาเจนและชะลอการฟื้นฟู
  • งดออกกำลังกายหนัก (3-5 วัน): การออกกำลังกายหนักเพิ่มการไหลเวียนเลือดและอาจทำให้เกิดการบวมหรือรอยช้ำมากขึ้น เริ่มจากกิจกรรมเบาๆ ก่อน
  • หลีกเลี่ยงความร้อนจัด (1-2 สัปดาห์): งดซาวน่า สปา อบไอน้ำ หรือกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายร้อนจัด ความร้อนอาจทำให้สารกระจายหรือละลายเร็วขึ้น
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด: ควรใช้ครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก UV จากแดดทำลายคอลลาเจนและทำให้ผลลัพธ์ลดลง
  • ดื่มน้ำให้มากขึ้น: ดื่มน้ำอย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยให้คอลลาเจนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและผิวมีความชุ่มชื้น
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและผลิตคอลลาเจนใหม่ได้ดีขึ้น พยายามนอน 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
  • หลีกเลี่ยงการทำทรีตเมนต์อื่นๆ (2-4 สัปดาห์): งดการทำเลเซอร์ RF ผลัดเซลล์ผิว หรือทรีตเมนต์อื่นๆ ในบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
  • ประคบเย็นหากบวมหรือช้ำ: หากมีอาการบวมหรือช้ำเล็กน้อย สามารถประคบเย็นได้ประมาณ 10-15 นาที แต่ไม่ควรกดแรง

คำถามที่พบบ่อย TheraFill

Upload Image...

TheraFill ต่างจากฟิลเลอร์ HA ทั่วไปอย่างไร?

ฟิลเลอร์ HA ทั่วไปเน้นเติมปริมาตรและดึงความชุ่มชื้น ส่วน TheraFill เป็นคอลลาเจนแท้ที่นอกจากเติมปริมาตรแล้ว ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและฟื้นฟูผิวจากภายในมากกว่า

ฉีด TheraFill เจ็บไหม?

TheraFill ผสมยาชา Lidocaine มาในตัวผลิตภัณฑ์แล้ว จึงรู้สึกเจ็บน้อยกว่าฟิลเลอร์บางชนิดที่ไม่มียาชาผสม โดยทั่วไปจะรู้สึกเพียงตึง ๆ ระหว่างฉีดเท่านั้น

ต้องฉีด TheraFill กี่ครั้งถึงเห็นผลชัดเจน?

โดยทั่วไปแนะนำ 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน เพื่อให้คอลลาเจนสะสมและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้เต็มที่ ส่วนผลลัพธ์เบื้องต้นจะเห็นได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด

TheraFill ราคาเท่าไหร่?

ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนหลอดและบริเวณที่ฉีด แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวและออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสม สามารถสอบถามโปรโมชั่นล่าสุดได้ที่ RWC Clinic

หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรฉีด TheraFill ได้ไหม?

ไม่แนะนำค่ะ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยเพียงพอในกลุ่มนี้ ควรรอจนพ้นช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตรก่อนพิจารณาทำหัตถการ

หลังฉีด TheraFill กี่วันถึงจะหายบวมหรือช้ำ?

อาการบวมเล็กน้อยมักหายภายใน 24-48 ชั่วโมง ส่วนรอยช้ำ (ถ้ามี) อาจใช้เวลา 3-5 วัน สามารถประคบเย็นช่วยลดบวมได้ในช่วงแรกหลังฉีด

ฉีด TheraFill ที่ไหนดี ควรเลือกคลินิกอย่างไร?

ควรเลือกคลินิกที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีระบบจัดเก็บผลิตภัณฑ์ในอุณหภูมิควบคุม 1-25°C ตลอดเวลา และใช้ผลิตภัณฑ์แท้ที่ผ่านมาตรฐาน อย. ไทย เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ทำไมต้องฉีด TheraFill ที่ RWC Clinic

การฉีด TheraFill ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์และมาตรฐานของคลินิกเป็นสำคัญ RWC Clinic จึงเป็นตัวเลือกที่หลายคนไว้วางใจด้วยเหตุผลดังนี้ค่ะ

 

Upload Image...
  • ดูแลโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและเป็น KOL ของ TheraFill โดยตรง
    RWC Clinic นำโดยคุณหมอขนม ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ แพทย์เฉพาะทางด้านการปรับรูปหน้าและการฉีดสารเติมเต็ม ผู้ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็น Key Opinion Leader (KOL) ของ TheraFill โดยตรง ทำให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการประเมินสภาพผิว วางแผนการฉีด และเลือกเทคนิคที่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและปลอดภัยที่สุด
  • ระบบจัดเก็บผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล
    เนื่องจาก TheraFill เป็นคอลลาเจนสดที่ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิควบคุม 1-25°C ตลอดเวลาเพื่อคงประสิทธิภาพของโปรตีนคอลลาเจน RWC Clinic มีระบบจัดเก็บและตรวจสอบอุณหภูมิผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับสินค้าจนถึงก่อนฉีดให้กับผู้เข้ารับบริการ
  • ผลิตภัณฑ์แท้ ตรวจสอบย้อนกลับได้
    ทุกหลอดที่ใช้ที่ RWC Clinic เป็น TheraFill แท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย พร้อมเอกสารรับรองครบถ้วน ผู้เข้ารับบริการสามารถขอตรวจสอบความแท้ของผลิตภัณฑ์ได้ทุกครั้งก่อนฉีด เพื่อความมั่นใจว่าจะได้รับสารที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน
  • ประเมินและออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคล
    ก่อนเริ่มฉีด แพทย์จะซักประวัติสุขภาพ ประเมินสภาพผิว และวางแผนจำนวนครั้ง ตำแหน่งฉีด และปริมาณที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของแต่ละคนโดยเฉพาะ ไม่ใช่การฉีดตามสูตรสำเร็จ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุด
  • ดูแลต่อเนื่องหลังการรักษา
    RWC Clinic มีการติดตามผลและให้คำแนะนำการดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้ยาวนานที่สุดและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

สรุป

TheraFill คือนวัตกรรมคอลลาเจนสดบริสุทธิ์ที่ตอบโจทย์การฟื้นฟูผิวในยุคใหม่อย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยี High Purity Atelocollagen ที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับคอลลาเจนในร่างกายมนุษย์มากที่สุด ทำให้ปลอดภัย ไม่ต้องทดสอบผิว และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

TheraFill การได้รับการรับรองจากมาตรฐานระดับโลกอย่าง US FDA, CE, KFDA และเป็นคอลลาเจนสดเพียงแบรนด์เดียวที่ได้รับการรับรองให้ฉีดบนใบหน้าโดยเฉพาะ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจาก TheraFill สิ่งสำคัญคือต้องเลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน มีระบบการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง (แช่เย็นที่อุณหภูมิ 1-25°C) และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการฉีด นอกจากนี้การเตรียมตัวก่อนการรักษาและการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังการรักษาก็มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จและความยาวนานของผลลัพธ์

หากใครที่กำลังมองหาทางเลือกในการฟื้นฟูผิวที่ให้ผลลัพธ์ทันใจ เป็นธรรมชาติ และปลอดภัย TheraFill คือนวัตกรรมที่เหมาะสำหรับผิวที่สวยงามและมีสุขภาพดีในระยะยาว อย่าลืมปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของทุกคนด้วยนะคะ

CONTACT FOR SPECIAL PRIVILEGES

กดด้านล่างติดเราเพื่อสอบถามรายละเอียดเเละสิทธิ์อื่นๆ

ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic

ทีมเเพทย์ RWC

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า