- RWC Clinic สรุปให้
- ฟิลเลอร์ร่องแก้ม คืออะไร? ช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มลึกได้ยังไง
- ใครที่เหมาะและไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม
- ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มยี่ห้อไหนดี?
- เปรียบเทียบความต่าง ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม กับ การร้อยไหม แบบไหนตอบโจทย์กว่ากัน?
- ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มอันตรายไหม? วิธีป้องกันปัญหาฟิลเลอร์เป็นก้อนหรือไหล
- การเตรียมตัวและวิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม
- ราคาฟิลเลอร์ร่องแก้ม
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ร่องแก้ม
- สรุป
ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าและมีอายุเกินจริงจากเส้นลึกข้างแก้ม ทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจ พยายามมองหาตัวช่วยการแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเพื่อคืนความเรียบเนียนให้กับผิวหน้า เส้นลึกบริเวณนี้จะทำให้แต่งหน้ายาก แป้งตกร่องระหว่างวัน และทำให้ภาพรวมของใบหน้าดูบึ้งตึงตลอดเวลาขยับปากพูดหรือยิ้ม การตัดสินใจแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดให้ถูกต้องเพื่อผลลัพธ์ที่ตรงจุดและหลังทำออกมาต้องไม่เป็นก้อนไหลย้อยภายหลัง
บทความนี้จาก RWC จะมาแนะนำการประเมินปัญหาผิว คุณสมบัติของเนื้อเจลแต่ละรุ่น วิธีการเลือกขนาดโมเลกุลให้เหมาะสมกับระดับความลึกของริ้วรอย จนไปถึงข้อห้ามและการดูแลตัวเองก่อนเข้ารับบริการ เพื่อช่วยในการเลือกใช้สารเติมเต็มกลุ่มไฮยาลูโรนิกแอซิดได้อย่างถูกต้องตรงปัญหาค่ะ
ปัญหาร่องแก้มลึกเกิดจากการยุบตัวของกระดูก ไขมันชั้นลึกบริเวณใต้ตาและแก้มเมื่ออายุมากขึ้น ร่วมกับการขยับกล้ามเนื้อจากการยิ้มหรือเคี้ยวอาหารบ่อย ๆ จะทำให้ผิวหนังด้านบนหย่อนคล้อยลงมากองบริเวณรอบมุมปาก เกิดเป็นรอยพับลึกขนาบข้างจมูกที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมและมีอายุเกินจริง
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มจะช่วยแก้ปัญหาด้วยการเติมสารเติมเต็มไฮยาลูโรนิกแอซิดเข้าไปทดแทนเนื้อเยื่อและกระดูกส่วนที่ฝ่อตัวลง เพื่อพยุงผิวที่ยุบตัวให้ยกกระชับขึ้นหลังทำ สารเติมเต็มนี้ยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้รอยพับรอบปากจางลง ผิวเรียบเนียนขึ้น ปกติผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 8 ถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับแบรนด์และชนิดโมเลกุลของยาที่เลือกใช้ค่ะ
ใครที่เหมาะและไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม
การประเมินปัญหาผิวหน้าก่อนตัดสินใจทำฟิลเลอร์ร่องแก้มจะช่วยให้เราได้รับการบริการที่ตรงกับความต้องการจริงและตรงจุดมากขึ้นเพราะสรีระกระดูกและปริมาณไขมันใต้ผิวของแต่ละคนสลายตัวไม่เท่ากัน การประเมินสภาพผิวเบื้องต้นร่วมกับการวิเคราะห์การขยับของกล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก จะช่วยวางแผนการฉีดสารเติมเต็มให้เข้ากับการขยับยิ้มได้ดีขึ้นค่ะ
คนไหนที่ควรเติมฟิลเลอร์ร่องแก้ม
คนที่มีปัญหาร่องแก้มลึกจากกระดูกใต้ตาและแก้มยุบตัวลงตามวัย ซึ่งจะเจอในคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มหลักที่ได้ประโยชน์จากการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม รอยพับลึกรอบมุมปากนี้เกิดจากคอลลาเจนที่ลดลงจนผิวชั้นบนหย่อนคล้อยลงมากองด้านล่าง การเติมสารเติมเต็มจะช่วยหนุนโครงสร้างผิวให้ยกกระชับและเรียบเนียนขึ้น
คนที่ชอบแสดงสีหน้า หัวเราะบ่อย ๆ หรือมีโครงสร้างกระดูกขากรรไกรอูมนูนจนเกิดรอยพับชัดเจนตั้งแต่อายุน้อย สามารถใช้ฟิลเลอร์ร่องแก้มปรับแต่งผิวให้ดูเต็มอิ่มขึ้นได้เหมือนกัน การเติมสารจุดนี้ใช้ปริมาณยาเฉลี่ยแค่ 1 ถึง 3 CC ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 8 ถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นของตัวยาที่เลือกใช้
คนที่มีข้อจำกัดและไม่ควรฉีดร่องแก้ม
คนที่มีแผลติดเชื้ออักเสบบนใบหน้าหรือคนที่มีประวัติแพ้สารไฮยาลูโรนิกแอซิดแบบรุนแรงต้องหลีกเลี่ยงการทำฟิลเลอร์ร่องแก้มจนกว่าผิวจะหายเป็นปกติ กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดหยุดไหลยากหรือกำลังกินยาละลายลิ่มเลือดกลุ่มแอสไพรินก็จำเป็นต้องเลื่อนการทำออกไปเพื่อป้องกันภาวะช้ำรุนแรง และยังมีกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดทางร่างกายเฉพาะตัวที่ยังไม่พร้อมทำหัตถการอีกด้วย
- สตรีมีครรภ์และผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์รับรองความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์
- คนที่มีผิวแก้มด้านบนหย่อนคล้อยรุนแรงจนเนื้อแก้มห้อยลงมากดทับร่องแก้ม การเติมฟิลเลอร์ร่องแก้มเพียงอย่างเดียวโดยไม่ยกกระชับแก้มส่วนบนก่อนจะทำให้หน้าดูอูมหนาผิดธรรมชาติ
- คนที่เพิ่งผ่าตัดหรือร้อยไหมมาไม่ถึง 4 สัปดาห์ เนื่องจากเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังยังอักเสบและไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มยี่ห้อไหนดี?
การเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ร่องแก้มต้องดูจากระดับความลึกของริ้วรอยและโครงสร้างผิวที่ทรุดตัวจริงของแต่ละคน แพทย์จะประเมินชั้นผิวเพื่อเลือกเนื้อเจลที่มีความยืดหยุ่นและการเกาะตัวที่เข้ากับบริเวณที่ยุบตัวลงไป
สำหรับปัญหากระดูกทรุดตัวในผิวชั้นลึกจำเป็นต้องใช้เนื้อเจลที่มีความคงตัวสูงเพื่อทำหน้าที่เป็นฐานค้ำยันโครงหน้า ส่วนรอยพับตื้น ๆ บนผิวชั้นบนจะเหมาะกับเนื้อเจลโมเลกุลเล็กที่กระจายตัวได้ดีเพื่อป้องกันการจับตัวเป็นก้อนเมื่อขยับยิ้มค่ะ
แนะนำฟิลเลอร์ยี่ห้อ (Restylane, Juvederm, Belotero)
การเลือกแบรนด์ฟิลเลอร์ร่องแก้มต้องดูจากระดับความลึกของริ้วรอยและชั้นผิวที่ต้องการเติมเต็มเพราะโครงสร้างโมเลกุลของเจลแต่ละยี่ห้อมีแรงยกตัวต่างกัน
| ยี่ห้อฟิลเลอร์ | รุ่นสำหรับร่องแก้ม | คุณลักษณะเนื้อเจล | ระยะเวลาคงตัว |
|---|---|---|---|
| Restylane | Lyft / Volyme | เนื้อเฟิร์ม แรงยกผิวสูง | 12 ถึง 18 เดือน |
| Juvederm | Ultra Plus / Voluma | เนื้อนิ่ม ยืดหยุ่นสูง | 12 ถึง 18 เดือน |
| Belotero | Intense | เนื้อเจลกลืนราบรื่นกับผิว | 12 เดือน |
Restylane จากสวีเดนพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยี NASHA และ OBT ที่จะช่วยสร้างมิติกับยกพยุงผิวบริเวณร่องแก้มที่ทรุดตัวได้ตรงจุด รุ่น Lyft มีความคงตัวสูงช่วยหนุนผิวส่วนลึกขณะที่รุ่น Volyme มีความนิ่มนวลช่วยเติมความแน่นเวลาแสดงอารมณ์
Juvederm จากอเมริกาผลิตด้วยเทคโนโลยี Vycross และ Hylacross ที่ผสานโมเลกุลทำให้เนื้อเจลอุ้มน้ำได้ดี ทนต่อการขยับใบหน้า รุ่น Ultra Plus เหมาะกับรอยพับลึก ส่วน Belotero จากสวิตเซอร์แลนด์ออกแบบมาเพื่อป้องกันเจลจับตัวเป็นก้อนเนียนราบไปกับผิวชั้นตื้นด้วยเทคโนโลยี CPM ในรุ่น Intense ที่อยู่ได้นาน 12 เดือนค่ะ
การประเมินปริมาณ CC ที่เหมาะสมกับความลึกของร่องแก้ม
ปริมาณฟิลเลอร์ร่องแก้มที่ใช้ฉีดจะอยู่ที่ 1 ถึง 3 CC ขึ้นอยู่กับระดับความลึกของรอยพับและโครงสร้างกระดูกของแต่ละคน ร่องแก้มระดับตื้นที่เพิ่งเริ่มมีรอยพับจาง ๆ ตอนใบหน้านิ่ง จะใช้แค่ 1 CC เพื่อเติมเต็มรอยพับสองฝั่งให้เรียบเนียน โดยแพทย์จะเน้นฉีดเกลี่ยริ้วรอยเล็ก ๆ บริเวณผิวชั้นตื้นเพื่อไม่ให้เกิดคลื่นบริเวณผิวหน้า
สำหรับเคสที่มีรอยพับชัดเจนระดับปานกลางจากการทรุดตัวของกระดูกและผิวแก้มด้านบนหย่อนลงมา จะใช้ปริมาณ 2 CC ในการเติม แพทย์จะแบ่งฉีดพยุงกระดูกบริเวณใต้ตาฝั่งละ 0.5 CC ร่วมกับการเติมบริเวณร่องแก้มชั้นลึกอีกฝั่งละ 0.5 CC เพื่อยกพยุงเนื้อเยื่ออ่อนที่หย่อนคล้อยให้ตึงกระชับ
ส่วนในคนที่มีปัญหาร่องแก้มลึกมากจากวัยที่เพิ่มขึ้นจนเห็นรอยพับหนาชัดเจน อาจจะต้องใช้ปริมาณถึง 3 CC เพื่อปรับโครงสร้างพยุงผิวในหลายระดับชั้น การประเมินปริมาณยาที่เหมาะสมต้องดูมิติใบหน้าขณะแสดงอารมณ์ร่วมด้วย เพื่อป้องกันปัญหายาจับตัวเป็นก้อนแข็งเวลาขยับยิ้มหรือพูดคุยในชีวิตประจำวันค่ะ
เปรียบเทียบความต่าง ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม กับ การร้อยไหม แบบไหนตอบโจทย์กว่ากัน?
การเลือกวิธีแก้ปัญหารอยพับข้างแก้มขึ้นอยู่กับสาเหตุหลักของโครงสร้างผิว การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มจะตรงจุดกับคนที่ผิวหน้ายุบตัวจากกระดูกทรุดตัว ส่วนการร้อยไหมจะเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยตกลงมากองบริเวณเหนือมุมปาก ถ้าประเมินโครงหน้าแล้วเจอว่าผิวรอบจมูกยุบตัวลงไป การเติมสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิกแอซิดจะช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้เรียบเนียนขึ้น
| วิธีการรักษา | ลักษณะการทำงาน | กลุ่มเป้าหมาย | ระยะเวลาคงผลลัพธ์ |
|---|---|---|---|
| ฟิลเลอร์ร่องแก้ม | เติมปริมาตรใต้ผิวหนังในจุดที่ยุบตัว | ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มลึกจากกระดูกทรุดตัว | 8 ถึง 18 เดือน |
| การร้อยไหม | ดึงพยุงผิวหนังที่หย่อนคล้อยขึ้นไปด้านบน | ผู้ที่มีแก้มห้อยย้อยลงมากดทับร่องแก้ม | 6 ถึง 12 เดือน |
สำหรับบางคนอาจจะมีทั้งสองปัญหาร่วมกัน แพทย์มักจะทำโดยการใช้ฟิลเลอร์พยุงผิวบริเวณแก้มส้มเพื่อยกพยุงแก้มขึ้นไปก่อน จากนั้นจะเติมฟิลเลอร์ร่องแก้มในชั้นผิวที่ตื้นเพื่อเก็บรายละเอียดรอยพับเล็ก ๆ การเลือกผสมผสานวิธีฉีดจะช่วยลดปริมาณการใช้ยาและป้องกันปัญหาแก้มดูอูมผิดธรรมชาติค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มอันตรายไหม? วิธีป้องกันปัญหาฟิลเลอร์เป็นก้อนหรือไหล
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มไม่อันตรายถ้าใช้สารเติมเต็มไฮยาลูโรนิกแอซิดแท้ที่ผ่านอย. และฉีดโดยแพทย์ที่วางตำแหน่งได้พอดีกับโครงสร้างใบหน้าทางกายวิภาค เพราะบริเวณนี้จะมีเส้นเลือดสำคัญที่ทอดยาวไปเลี้ยงดวงตา การวางตำแหน่งเข็มที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการฉีดเข้าเส้นเลือดได้ด้วย
วิธีป้องกันปัญหาตัวเนื้อยาเคลื่อนตำแหน่งหรือจับตัวเป็นคลื่นทำได้ด้วยการเลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มที่มีค่าความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้กลืนไปกับการขยับปากเวลาพูดหรือยิ้ม แพทย์จะต้องวางยาในชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูกเป็นชั้นลึกพยุงโครงสร้างใบหน้าแทนการอัดยาปริมาณมากในผิวชั้นตื้น เพราะจะเสี่ยงต่อการเกิดรอยนูนหนา
หลังทำเสร็จควรลี่ยงการจับ กด หรือขยับใบหน้าแรง ๆ ในช่วง 14 วันแรก เพื่อให้เนื้อฟิลเลอร์เซ็ตตัวกลืนเข้ากับเนื้อเยื่อผิวจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ การนอนหนุนหมอนสูงในช่วง 2 คืนแรกจะช่วยลดอาการบวมและป้องกันเนื้อยาเคลื่อนตำแหน่งได้ดีค่ะ
อาการปกติหลังฉีดและสัญญาณเตือนผิดปกติที่ต้องรีบพบแพทย์
การสังเกตอาการหลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มทันทีจะช่วยประเมินความแตกต่างระหว่างอาการบวมเข็มตามปกติกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้อย่างถูกต้อง
| อาการปกติ (หายเองใน 2 - 7 วัน) | อาการผิดปกติ (ต้องพบแพทย์ทันที) |
|---|---|
| รอยแดง บวม หรือช้ำเขียวเล็กน้อยบริเวณรอยเข็ม | ผิวบริเวณร่องแก้มหรือข้างจมูกมี สีซีด ขาว หรือเปลี่ยนเป็นเทาคล้ำ |
| รู้สึกระบมตึงเล็กน้อยขณะยิ้มหรือขยับปาก | ปวดเจ็บอย่างรุนแรงทันทีหลังฉีดหรือปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ |
| มีรอยนูนชั่วคราวจากการกระจายตัวของยา | ผิวมีตุ่มหนองพุพองคล้ายเริม หรือมีไข้สูงร่วมด้วย |
อาการบวมตึงปกติจะยุบตัวลงจนเรียบเนียนภายใน 3 ถึง 5 วัน และจะเห็นรูปทรงเข้าที่ชัดที่สุดในวันที่ 14 หลังการฉีด ถ้าพบสีผิวเปลี่ยนไปหรือมีอาการปวดลามไปปีกจมูก ให้ติดต่อสถานพยาบาลเพื่อรับการฉีดสารไฮยาลูโรนิเดสสลายฟิลเลอร์ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดค่ะ
ฟิลเลอร์เป็นก้อนใต้ผิว หรือไหลเข้าปาก เกิดจากอะไร?
ฟิลเลอร์ร่องแก้มจับตัวเป็นก้อนหรือไหลย้อยลงมุมปาก เกิดจากการเลือกใช้รุ่นตัวยาที่มีความยืดหยุ่นไม่เหมาะกับชั้นผิว และการฉีดผิดชั้นผิวในจุดที่มีการเคลื่อนไหวสูง บริเวณร่องแก้มเป็นจุดที่ขยับบ่อยจากการยิ้มหรือการเคี้ยวอาหาร หากวางเนื้อยาตื้นเกินไปในชั้นผิวหนังกำพร้าแทนที่จะเป็นชั้นกระดูก กล้ามเนื้อจะบีบตัวดันให้เนื้อฟิลเลอร์กองรวมกันจนเห็นเป็นลำชัดเจนตอนที่แสดงสีหน้า
การใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือกลุ่มสารเติมเต็มที่ไม่สลายตัวตามธรรมชาติก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดพังผืดดึงรั้งจนผิวหนังบิดเบี้ยว สำหรับคนที่ฉีดสารประเภทซิลิโคนเหลว มักจะเจอปัญหาผิวเป็นคลื่นแข็งหลังฉีดไปแล้ว 2 ถึง 5 ปี โดยจะต้องแก้ปัญหาด้วยการขูดออกหรือผ่าตัดรักษาเท่านั้นค่ะ
การเตรียมตัวและวิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม
ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ร่องแก้มจะเรียบเนียนและอยู่ได้นานขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องทั้งก่อนกับหลังทำ การเตรียมผิวให้พร้อมช่วยลดโอกาสเกิดรอยเข็มหรือรอยบวมช้ำใต้ผิวหนัง การดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างถูกวิธีจะช่วยให้เนื้อเจลผสานเข้ากับชั้นผิวได้รวดเร็วขึ้น จะทำให้การคงสภาพของตัวยาให้อยู่ได้นานถึง 18 เดือน ค่ะ
ข้อควรปฏิบัติก่อนเข้ารับบริการ
งดยาและอาหารเสริมที่มีผลกับการไหลเวียนเลือดเป็นเวลา 7 ถึง 14 วัน เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเพื่อลดรอยช้ำเข็มใต้ผิวหนัง
- หลีกเลี่ยงกลุ่มยาแก้ปวดแอสไพริน ไอบูโพรเฟน รวมถึงวิตามินอี น้ำมันปลา และสารสกัดจากโสมล่วงหน้า 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันภาวะเลือดหยุดไหลช้า
- งดดื่มแอลกอฮอล์และการออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการขยายตัวของหลอดเลือดซึ่งกระตุ้นให้เกิดรอยบวมแดงบริเวณใบหน้า
- งดทำฟันทุกประเภท เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน หรือรักษารากฟัน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อเลี่ยงเชื้อแบคทีเรียในช่องปากปนเปื้อนไปยังแผลเข็ม
- เลื่อนนัดถ้ามีปัญหารอยโรคผิวหนังอักเสบ สิวอักเสบเม็ดใหญ่ หรือตุ่มเริมบริเวณปีกจมูกและริมฝีปากบน จะต้องรักษาให้ผิวหายดีก่อน
การดูแลตัวเองหลังฉีด
การประคบเย็นและนอนหนุนหมอนสูงใน 2 คืนแรก จะช่วยลดอาการบวมแดงจากการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มไม่ให้ขยายวงกว้าง อาการตึงส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ยุบตัวลงและเรียบเนียนเข้าที่ภายใน 3 ถึง 5 วัน ค่ะ
- งดการกด นวด หรือแสดงสีหน้ากว้าง ๆ บริเวณรอบปีกจมูกและมุมปากเป็นเวลา 14 วัน ป้องกันเนื้อเจลเคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง
- ดื่มน้ำสะอาดวันละ 1.5 ถึง 2 ลิตร ในช่วง 2 สัปดาห์แรกเพื่อช่วยให้สารเติมเต็มอุ้มน้ำ
- หลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น การอบซาวน่า การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด หรือทำเลเซอร์ผิวอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันยาเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- นอนหงายโดยใช้หมอนหนุนสูงประคองศีรษะอย่างน้อย 2 คืนแรก เพื่อลดอาการบวมและเลี่ยงการนอนตะแคงทับร่องแก้ม
ราคาฟิลเลอร์ร่องแก้ม
ราคาการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเฉลี่ยอยู่ที่ 9,000 ถึง 23,000 บาท ต่อ 1 CC ขึ้นอยู่กับรุ่นและแบรนด์ที่เลือกใช้เพื่อเติมเต็มชั้นผิว
| แบรนด์ | รุ่นสำหรับร่องแก้ม | ราคาเฉลี่ยต่อ CC |
|---|---|---|
| Restylane | Lyft และ Volyme | 14,000 - 18,000 บาท |
| Juvederm | Ultra Plus และ Voluma | 13,000 - 19,000 บาท |
| Belotero | Intense และ Volume | 11,000 - 16,000 บาท |
การเลือกซื้อแพ็กเกจร่วมกับโปรแกรมยกกระชับช่วยลดค่าใช้จ่ายรวมลงได้ 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และผู้รับบริการควรสแกนตรวจสอบคิวอาร์โค้ดและเลขล็อตสินค้าผ่านแอปพลิเคชันของบริษัทนำเข้าอย่างถูกกฎหมายก่อนฉีดทุกครั้งค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ร่องแก้ม
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเจ็บไหม? ต้องใช้ยาชาหรือเปล่า
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มไม่ได้เจ็บอย่างที่หลายคนกลัวและมีการใช้ยาชาด้วยในทุกขั้นตอนเพื่อความสบายผิว ก่อนทำหัตถการจะมีการแปะยาชาชนิดครีมทิ้งไว้ประมาณ 30 ถึง 45 นาที จนผิวบริเวณรอบปีกจมูกและมุมปากเริ่มรู้สึกชาเต็มที่ อีกทั้งตัวยาฟิลเลอร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะผสมยาชาลิโดเคน (Lidocaine) ความเข้มข้น 0.3% เข้าไปในเนื้อเจลอยู่แล้ว ทำให้เวลาฉีดจะรู้สึกตึงระบมเล็กน้อยคล้ายมดกัดในช่วงวินาทีแรกที่เข็มสัมผัสผิว
ในตอนที่แพทย์ค่อย ๆ เดินยาเข้าชั้นผิว ผู้รับบริการจะรู้สึกแค่แรงดันเบา ๆ ใต้ผิวหนัง การใช้เข็มปลายทู่สำหรับฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณนี้ยังช่วยลดการบาดเจ็บของเส้นเลือดและเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ด้วยค่ะ
หลังฉีดบวมกี่วันและผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มจะค่อย ๆ ยุบตัวลงและเริ่มเข้าที่ภายใน 2 ถึง 3 วัน โดยที่ผิวจะเริ่มเรียบเนียนกลืนเป็นเนื้อเดียวกันในสัปดาห์ที่ 2 ร่างกายบางคนอาจจะมีรอยเข็มขนาดเล็กหลงเหลืออยู่บ้างแต่จะจางหายไปเองภายใน 7 วัน
ผลลัพธ์การฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 8 ถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของไฮยาลูโรนิกแอซิดที่เลือกใช้ การเลือกใช้โมเลกุลฟิลเลอร์เนื้อเจลที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่าง Restylane Volyme หรือ Juvederm Volift จะช่วยพยุงผิวร่องแก้มที่ขยับบ่อยให้เรียบเนียนและคงระยะเวลาได้ยาวนานขึ้นค่ะ
หลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มแล้วยิ้มหรือหัวเราะได้ปกติไหม ใบหน้าจะดูแข็งหรือเปล่า?
หลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเสร็จแล้ว สามารถยิ้ม หัวเราะ และแสดงสีหน้าได้ตามปกติ เพราะแพทย์จะประเมินโครงสร้างปัญหาและเลือกใช้ฟิลเลอร์รุ่นที่มีความยืดหยุ่นสูง (Dynamic Filler) ที่ออกแบบมาให้ขยับเขยื้อนไปตามการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อรอบปากได้อย่างดี
แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก บางคนอาจจะรู้สึกตึง ๆ บริเวณร่องแก้มเวลาขยับยิ้มได้บ้าง เพราะอาการบวมช้ำตามปกติของเนื้อเยื่อหลังจากตัวยาเริ่มยุบบวมและสมานเข้ากับชั้นผิวแล้ว ความรู้สึกตึงจะหายไปช่วยให้ร่องลึกดูตื้นขึ้นค่ะ
สรุป
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มสามารถช่วยแก้ปัญหารอยพับลึกรอบมุมปากที่เกิดจากการทรุดตัวของกระดูกและคอลลาเจนลดลงในวัย 30 ปีขึ้นไป ได้อย่างตรงจุด การเติมสารเติมเต็มในชั้นผิวที่ถูกต้องจะช่วยพยุงผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเรียบเนียนเสมอกัน ปรับใบหน้าให้ดูแน่นกระชับขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือพักฟื้น และคงผลลัพธ์ได้นาน 8 ถึง 18 เดือน
คนที่มีปัญหาร่องแก้มลึกจากโครงสร้างกระดูกหรือพฤติกรรมการยิ้มบ่อยครั้ง ควรเข้ารับการประเมินสภาพผิวจากแพทย์อย่างละเอียดก่อน เพื่อเลือกชนิดตัวยาที่ช่วยแก้ไขปัญหาร่องลึกและเติมเต็มชั้นผิวที่ทรุดตัวได้อย่างตรงจุด เข้ากับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนค่ะ

