ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอด แก้ไขทันทีได้ไหม ? สาเหตุเกิดจากอะไร

ฟิลเลอร์ใต้ตา ตาบอด | ความเสี่ยงรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ ป้องกันอย่างไรดี

RWC Clinic สรุปให้

  • ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอด มีสาเหตุหลักจากการที่เนื้อฟิลเลอร์หลุดเข้าไปอุดตันเส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงจอประสาทตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ทันทีหากแก้ไขไม่ทันเวลา
  • การใช้เข็มปลายทู่แทนเข็มแหลมช่วยลดโอกาสที่หัวเข็มจะทิ่มทะลุเข้าหลอดเลือดสำคัญบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้คนไข้ได้มาก
  • หากพบสัญญาณเตือน เช่น ปวดเบ้าตามาก ตาพร่ามัว หรือผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นคล้ำเขียวหลังฉีด ต้องรีบรักษาด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์ทันทีเพื่อลดความเสี่ยงตาบอดถาวร
  • ตรวจสอบความสะอาดของสถานที่และเช็กเลขทะเบียน อย. ของตัวยาให้ชัวร์ก่อนรับบริการ เพื่อเลี่ยงฟิลเลอร์ปลอมที่เสี่ยงต่อการอักเสบหรือปัญหาต่าง ๆ ในภายหลังค่ะ

ความกังวลเรื่อง ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอด กลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่อยากแก้ปัญหาเบ้าตาลึกหรือขอบตาคล้ำด้วย ฟิลเลอร์ใต้ตา ข่าวลือและเคสที่เคยเกิดขึ้นจริงสร้างความกลัวให้หลาย ๆ คนจนไม่กล้าตัดสินใจ เพราะการที่ตัวยาหลุดเข้าไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงประสาทตาเป็นเรื่องอันตรายที่เปลี่ยนชีวิตได้

เราจะมาเจาะลึกข้อมูลด้านความปลอดภัยและวิธีเลือกรับบริการ เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ต้องการพร้อมความมั่นใจโดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงไว้เพียงลำพังกันค่ะ

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอด เกิดขึ้นได้จริงไหม ?

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วตาบอดจริงไหม?

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาทำให้ตาบอดได้จริงแต่มีโอกาสพบได้น้อยมากในระดับ 0.001% หรือประมาณ 1 ต่อหลายหมื่นเคส ภาวะนี้เกิดจากสารเติมเต็มหลุดเข้าไปอุดกั้นหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับดวงตา ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงจอประสาทตาได้ทันที

ความน่ากลัวอยู่ที่ความรวดเร็วของอาการ สถิติส่วนใหญ่พบว่าคนไข้จะมีสัญญาณผิดปกติทันทีขณะกำลังเดินยาหรือภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากนั้น

  • พบเคสลักษณะนี้ประมาณ 1 ใน 50,000 เคสทั่วโลก
  • อาการเตือนคือปวดเบ้าตาอย่างรุนแรงและมองเห็นภาพพร่ามัวกะทันหัน
  • หากรักษาไม่ทันท่วงทีภายใน 60-90 นาที อาจสูญเสียการมองเห็นถาวร

ทางการแพทย์จัดว่าเรื่องนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ป้องกันได้หากทำกับหมอที่มีใบประกอบวิชาชีพถูกต้อง หมอจะมีความรู้ด้านกายวิภาคบนใบหน้าแม่นยำและใช้เทคนิคที่ลดความเสี่ยงจากการเข้าเส้นเลือดสำคัญค่ะ

บทความแนะนำ: ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม ? เข้าใจข้อเท็จจริงเพื่อลดความเสี่ยง

สาเหตุของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วตาบอด

สาเหตุที่ทำให้ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วตาบอด

ภาวะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอดมีต้นเหตุหลักจากการที่สารเติมเต็มหลุดเข้าไปอุดตันเส้นเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงดวงตาจนเนื้อเยื่อขาดเลือดถาวร อุบัติเหตุร้ายแรงนี้มักมีปัจจัยกระตุ้นมาจากความผิดพลาดหน้างานหลายส่วนที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องจนเกิดความเสียหายรุนแรงต่อระบบประสาทตา

การฉีดสารเติมเต็มเข้าสู่เส้นเลือดโดยตรง

การฉีดฟิลเลอร์เข้าสู่เส้นเลือดโดยตรงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะเนื้อตายหรือภาวะ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอด เนื่องจากสารเติมเต็มเข้าไปอุดตันการไหลเวียนของเลือดที่จะไปเลี้ยงดวงตา เมื่อออกซิเจนไปเลี้ยงไม่ถึง เซลล์จะเริ่มเสียหายอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที

บริเวณรอบดวงตามีเครือข่ายเส้นเลือดที่เชื่อมต่อกับเส้นเลือดแดงหลักของจอประสาทตา หากใช้เทคนิคการฉีดที่เสี่ยง สารเติมเต็มจะหลุดเข้าไปในระบบเลือดได้ง่าย สัญญาณเตือนที่ต้องระวังมีอาการต่าง ๆ คือ

  • ปวดแปลบอย่างรุนแรงทันที
  • ผิวเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดหรือม่วงคล้ำ
  • การมองเห็นพร่ามัว หรือมืดลง

การใช้เข็มปลายทู่ (Cannula) ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีกว่าการใช้เข็มแหลม เพราะมีโอกาสทะลุเข้าเส้นเลือดได้ยากกว่า หากเกิดความผิดปกติ แพทย์ต้องใช้สารสลายฟิลเลอร์ฉีดเข้าไปให้เร็วที่สุดเพื่อเปิดทางเดินเลือดใหม่ทันทีค่ะ

ใช้สารเติมเต็มที่ไม่ได้มาตรฐานหรือฟิลเลอร์ปลอม

สารเติมเต็มที่ไม่ผ่านการรับรองอย่างซิลิโคนเหลวหรือพาราฟินมีคุณสมบัติไม่สลายตัวและมักจับตัวเป็นก้อนแข็งย้อยผิดรูปในระยะยาว สารเหล่านี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อจนเกิดการอักเสบเรื้อรังและบวมผิดปกติซึ่งแก้ไขได้ยากมาก

ความเสี่ยงรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นคือกรณี ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอด เพราะสารปลอมที่มีความหนืดสูงหรือสิ่งเจือปนมักเข้าไปอุดตันหลอดเลือดที่เชื่อมต่อไปยังจอประสาทตา หากเกิดการอุดตันขึ้นแล้วจะไม่สามารถใช้เอ็นไซม์ฉีดสลายเพื่อช่วยชีวิตเนื้อเยื่อได้ทันเวลาเหมือนการใช้สาร Hyaluronic Acid ของแท้ หรือแย่กว่านั้นคือคุณอาจกำลังใช้ ฟิลเลอร์ปลอม โดยไม่รู้ตัว

ลักษณะของสาร สารมาตรฐาน (HA) สารเติมเต็มปลอม
การสลายตัว สลายเองได้หมด ไม่สลายและตกค้าง
การแก้ไข ใช้ยาสลายได้ทันที ต้องขูดออกหรือผ่าตัด
ผลข้างเคียง จัดการได้ง่าย เสี่ยงตาบอดหรือเนื้อตายสูง

การใช้ฟิลเลอร์ราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นการนำสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายแบบถาวร สารเหล่านี้สามารถไหลไปตำแหน่งอื่นหรือเข้าไปกดทับเส้นประสาทสำคัญส่งผลเสียต่อการมองเห็นได้ทันทีค่ะ

เทคนิคการฉีดที่ไม่ถูกต้องจากผู้ไม่ใช่แพทย์

การฉีดฟิลเลอร์เข้าสู่หลอดเลือดโดยตรงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกรณี ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอด เนื่องจากเนื้อสารเข้าไปอุดกั้นทางเดินเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตา ผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพมักขาดทักษะในการหลบเลี่ยงเส้นเลือดสำคัญที่มีการแตกแขนงคล้ายเครือข่ายใยแมงมุมอยู่ทั่วใบหน้า

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้เข็มแหลมแทงเข้าไปในบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงร่วมกับการใช้แรงดันในการเดินยาที่มากเกินไป แรงดันที่สูงจะผลักให้ฟิลเลอร์วิ่งย้อนศรเข้าไปในเส้นเลือดแดงใหญ่ที่เชื่อมต่อกับลูกตาโดยตรง

ปัจจัยเสี่ยง พฤติกรรมที่ผิดพลาด
ชนิดเข็ม ใช้เข็มแหลมฉีดในชั้นร่องลึกแทนเข็มปลายทู่
แรงดันยา กดไซริงค์ด้วยความแรงเพื่อให้ยาเข้าจุดที่ต้องการ
ความลึก ฉีดสุ่มเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อที่มีเส้นเลือดหนาแน่น

ผู้ที่ไม่ใช่แพทย์มักไม่รู้วิธีการแก้ไขสถานการณ์เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นทันที การสังเกตอาการเบื้องต้นอย่างอาการปวดเบ้าตาอย่างรุนแรงหรือสายตามัวลงกระทันหันจึงถูกมองข้ามไปจนเลยช่วงเวลาที่สามารถสลายฟิลเลอร์เพื่อช่วยชีวิตดวงตาได้ทันท่วงทีค่ะ

ตำแหน่งฉีดฟิลเลอร์จุดไหนเสี่ยงทำให้ตาบอด ?

จุดที่เสี่ยงที่สุดคือบริเวณใบหน้าส่วนกลางที่มีเส้นเลือดเชื่อมต่อกับดวงตาโดยตรง ได้แก่ จมูก ระหว่างคิ้ว หน้าผาก และ ใต้ตา หากเทคนิคการฉีดพลาดจนฟิลเลอร์หลุดเข้าไปอุดกั้นหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา จะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ทันที

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอดมักเกิดจากการใช้เข็มแหลมแทงโดนเส้นเลือดบริเวณร่องน้ำตา หรือการฉีดฟิลเลอร์ด้วยแรงดันที่สูงเกินไปจนสารเติมเต็มไหลย้อนกลับเข้าไปในระบบเลือดหลักของดวงตา การใช้เข็มปลายทู่ (Blunt Cannula) ในจุดที่อันตรายช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุนี้ได้มากกว่าเข็มแหลม

ตำแหน่งใบหน้าที่ต้องระวังเป็นพิเศษมีดังรายการนี้

  • สันจมูกและปลายจมูก
  • ร่องระหว่างคิ้วและหน้าผาก
  • ร่องใต้ตาและแก้มส้ม
  • ขมับ

แพทย์ต้องมีความรู้ด้านกายวิภาคใบหน้าอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงแนวเส้นเลือดสำคัญที่กระจายตัวอยู่ในชั้นผิวต่าง ๆ การรักษาความปลอดภัยเริ่มจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สลายได้เองร้อยเปอร์เซ็นต์ร่วมกับการฉีดในคลินิกที่มีมาตรฐานเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ทันทีค่ะ

อาการผิดปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ที่ต้องรีบพบแพทย์

อาการที่บ่งชี้ว่าอาจเกิดภาวะตาบอดหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

หากคุณรู้สึกปวดอย่างรุนแรงทันทีหลังฉีด หรือผิวหนังบริเวณที่ทำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดหรือแดงม่วงผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ด่วนเพราะเป็นสัญญาณเสี่ยงของเส้นเลือดอุดตัน อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นรวดเร็วและไม่หายไปเอง รวมถึงการมีตุ่มหนองหรือผิวหนังเริ่มตายที่อาจลามกว้างขึ้นได้

เรื่องที่น่ากังวลที่สุดคือเคส ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอด ซึ่งเกิดจากฟิลเลอร์หลุดเข้าไปอุดกั้นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตา คุณควรสังเกตสัญญาณเตือนภัยที่เสี่ยงต่ออันตรายเหล่านี้

  • ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นไม่ชัดเจนกะทันหัน
  • ปวดกระบอกตาพร้อมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • หนังตาตกหรือขยับลูกตาไม่ได้ตามปกติ
  • ผิวรอบดวงตาเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเขียวหรือม่วงดำ

การสังเกตอาการในช่วง 24 ชั่วโมงแรกมีความสำคัญมาก หากพบความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยควรรีบกลับไปคลินิกเพื่อฉีดสารสลายฟิลเลอร์ทันที การปล่อยทิ้งไว้รอดูอาการเองอาจทำให้เกิดความเสียหายถาวรจนไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติได้ค่ะ

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วมีปัญหาทางสายตา แก้ไขได้ทันทีไหม ?

อินโฟกราฟิก การรักษาภาวะเสี่ยงต่อการตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์

หากเกิดความผิดปกติทางสายตาหลังฉีดฟิลเลอร์ ต้องรีบ ฉีดสลายฟิลเลอร์ ด้วยสารไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) ทันทีภายใน 60-90 นาที เพื่อเพิ่มโอกาสกู้คืนการมองเห็น ภาวะแทรกซ้อนอย่าง ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอด เกิดจากการที่เนื้อฟิลเลอร์หลุดเข้าไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ซึ่งเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องจัดการหน้างานทันที

เมื่อเริ่มมีอาการปวดกระบอกตาอย่างรุนแรง ตาพร่ามัว หรือมองเห็นภาพมืดดับ แพทย์จะหยุดการฉีดและใช้ยาสลายฟิลเลอร์ปริมาณมากฉีดเข้าบริเวณที่มีปัญหา การรักษาที่รวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงความเสียหายถาวรของเส้นประสาทตา

สัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการแก้ไขทันที

  1. ปวดตาหรือปวดศีรษะข้างที่ฉีดอย่างรุนแรงแบบเฉียบพลัน
  2. การมองเห็นผิดปกติ ภาพมัว หรือเห็นจุดดำ ต่าง ๆ
  3. ผิวหนังรอบดวงตามีลักษณะขาวซีดหรือเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ

การแก้ไขในวินาทีชีวิตมีเป้าหมายเพื่อลดความดันในลูกตาและละลายฟิลเลอร์ที่ขวางทางเดินเลือดให้เร็วที่สุด หากปล่อยไว้นานโอกาสที่เนื้อเยื่อตาจะตายจากการขาดเลือดจะสูงขึ้นจนไม่สามารถกลับมามองเห็นได้ตามปกติค่ะ

วิธีลดความเสี่ยงภาวะตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์

ความเสี่ยงจากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การลดความเสี่ยงภาวะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอดเริ่มต้นจากการเลือกแพทย์ที่มีความเข้าใจกายวิภาคใบหน้าอย่างแม่นยำเพื่อป้องกันการฉีดสารเข้าเส้นเลือดแดงโดยตรง การวางตำแหน่งสารเติมเต็มในบริเวณที่มีเส้นเลือดหนาแน่นต้องอาศัยเทคนิคที่ถูกต้องควบคู่กับการใช้เข็มที่เหมาะสม

แพทย์มักใช้เข็มปลายทู่หรือเข็ม Cannula เพื่อลดโอกาสการทิ่มทะลุหลอดเลือดสำคัญบริเวณรอบดวงตา พร้อมกับใช้แรงดันในการฉีดเพียงเล็กน้อยและค่อย ๆ ปล่อยสารเติมเต็มทีละเล็กละน้อย การเลือกใช้ฟิลเลอร์ประเภทไฮยาลูโรนิกแอซิดที่ผ่านการรับรองช่วยเพิ่มความปลอดภัยเพราะสามารถฉีดสลายออกได้ทันทีหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

แนวทางเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้รับบริการประกอบด้วย

  1. ตรวจสอบชื่อแพทย์จากเว็บไซต์แพทยสภาและเช็กมาตรฐานสถานพยาบาลก่อนตัดสินใจ
  2. ขอกล่องฟิลเลอร์มาตรวจสอบเลข Lot. Number ผ่านแอปพลิเคชันหรือตัวแทนจำหน่ายว่าเป็นของแท้
  3. แจ้งแพทย์ทันทีหากรู้สึกปวดเสียวแปลบผิดปกติหรือการมองเห็นเริ่มพร่ามัวขณะกำลังทำหัตถการ

การสังเกตอาการหลังฉีดในช่วง 24 ชั่วโมง แรกเป็นเรื่องจำเป็น หากพบผิวหนังเริ่มเปลี่ยนสีเป็นจ้ำขาวหรือม่วงเข้มคล้ายรอยช้ำที่ขยายวงกว้างควรรีบแจ้งแพทย์เพื่อประเมินอาการทันทีค่ะ

สรุป

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตาบอดมีสาเหตุหลักจากการที่เนื้อฟิลเลอร์หลุดเข้าไปอุดกั้นเส้นเลือดที่เชื่อมต่อไปยังประสาทตาจนทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือด การป้องกันความเสี่ยงนี้ทำได้โดยการใช้เทคนิคเข็มปลายทู่ที่ลดโอกาสการเจาะทะลุเส้นเลือดสำคัญและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ที่สลายได้เองตามธรรมชาติซึ่งช่วยให้แก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ควรตรวจสอบรายชื่อแพทย์ผ่านเว็บไซต์แพทยสภาและเช็กเลขซีเรียลหลังกล่องยาผ่านช่องทางตรวจสอบต่าง ๆ ของผู้นำเข้าเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพก่อนเริ่มทำเสมอ หากรู้สึกปวดตาอย่างรุนแรงหรือเห็นภาพผิดปกติระหว่างฉีดต้องรีบแจ้งให้หยุดมือทันทีเพื่อความปลอดภัยของดวงตาคู่สำคัญค่ะ

CONTACT FOR SPECIAL PRIVILEGES

กดด้านล่างติดเราเพื่อสอบถามรายละเอียดเเละสิทธิ์อื่นๆ

ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic

ทีมเเพทย์ RWC

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า