RWC Clinic สรุปให้
- HIFU เหนียง เป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อสลายไขมันและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวใต้คางที่หย่อนคล้อยกลับมากระชับโดยไม่ต้องใช้เข็มหรือผ่าตัด
- ผลลัพธ์จะเริ่มชัดในช่วง 1-3 เดือน หลังจากทำหัตถการ กรอบหน้าจะดูมีมิติ เห็นแนวกรามชัด และคงความกระชับได้นาน 6-12 เดือน
- สามารถทำร่วมกับเมโสแฟตเพื่อสลายไขมันให้เห็นผลลัพธ์ดีขึ้นได้ แต่ควรทำ HIFU เหนียงก่อน เพราะพลังงานความร้อนจะช่วยยกกระชับชั้นผิวให้แนบสนิทกับแนวกระดูกขากรรไกร
- การดูแลหลังทำหัตถการ ควรดื่มน้ำสะอาดและเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นหรือซาวน่าในช่วงแรก เพื่อคงความกระชับของใบหน้าให้นานขึ้น
HIFU เหนียง ทางเลือกสำหรับคนที่มีปัญหาคางสองชั้นจนกรอบหน้าดูไม่ชัดเจน เนื้อส่วนเกินใต้คางที่หย่อนคล้อยทำให้ใบหน้าดูสั้นและขาดมิติ มักสร้างความไม่มั่นใจเวลาถ่ายรูปมุมข้างหรือต้องก้มหน้าบ่อย ๆ
เทคโนโลยี HIFU ที่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงจะช่วยเก็บกระชับผิวให้เข้าที่โดยไม่ต้องพักฟื้นหรือผ่าตัด บทความนี้ RWC ได้เตรียมข้อมูลเรื่องการสลายไขมันและการกระตุ้นคอลลาเจนลึกถึงชั้น SMAS เพื่อให้ผลลัพธ์การปรับรูปหน้าอยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
- RWC Clinic สรุปให้
- ปัญหาคางสองชั้น “เหนียง” เกิดจากอะไร ?
- Hifu เหนียงคืออะไร ? ทำไมถึงช่วยลดปัญหาได้ตรงจุด
- Hifu เหนียง มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร ?
- Hifu เหนียงเหมาะกับใครบ้าง ?
- Hifu เหนียง vs ฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) เลือกแบบไหนดี ?
- ทำ Hifu เหนียงเจ็บไหม ? มีขั้นตอนการทำอย่างไร
- ทำ Hifu เหนียงต้องใช้กี่ช็อต (Line) ถึงจะเริ่มเห็นผล ?
- ทำ Hifu เหนียง กี่วันเห็นผลและอยู่ได้นานแค่ไหน ?
- ก่อนและหลังทำ Hifu เหนียง ควรเตรียมตัวและดูแลตัวเองอย่างไร ?
- รีวิวผลลัพธ์หลังทำ Hifu เหนียง เปลี่ยนหน้ากลมเป็นหน้าวี
- ทำ Hifu เหนียงที่ RWC Clinic ดีอย่างไร ?
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการทำ Hifu เหนียง
- สรุป
เหนียง หรือ คางสองชั้น เกิดจากการสะสมของเซลล์ไขมันส่วนเกินใต้ผิวหนัง ร่วมกับการเสื่อมสภาพของอีลาสตินและคอลลาเจนที่ทำให้ผิวหนังบริเวณใต้คางหย่อนคล้อย ยิ่งเผชิญกับพฤติกรรมก้มหน้ามองจอสมาร์ตโฟนบ่อย ๆ กล้ามเนื้อคอจะหดตัวสั้นลง ส่งผลให้ไขมันใต้คางถูกดันออกด้านข้างจนเห็นเป็นชั้นหนาขึ้นอย่างชัดเจน
โครงสร้างขากรรไกรสั้นหรือคางสั้นตามพันธุกรรมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้มีพื้นที่รองรับเนื้อใต้คางน้อยลง ปัญหาดังกล่าวประกอบกับอัตราการเผาผลาญที่ลดลงตามวัย ส่งผลให้ไขมันส่วนเกินสะสมที่แก้มส่วนล่างและใต้คางได้ง่ายกว่าจุดอื่น ๆ อีกทั้งการโยโย่จากการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วยังซ้ำเติมให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นจนห้อยย้อยลงมา
การสะสมของไขมันและผิวที่ย้วยบริเวณนี้มักลดได้ยากด้วยการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายเฉพาะส่วน แม้คนที่มีค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ต่ำกว่า 23 ก็ยังเผชิญปัญหากรอบหน้าไม่คมชัดได้ การทำ HIFU เหนียงจึงเข้ามาตอบโจทย์การแก้ไขสรีระจุดนี้ด้วยการส่งพลังงานเข้าหดรัดชั้นผิวที่หย่อนคล้อยโดยตรงค่ะ
HIFU เหนียง คือการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเข้มข้นสูงยิงเจาะจงลงไปใต้ชั้นผิวเพื่อสลายไขมันและยกกระชับผิวใต้คาง พลังงานจะเปลี่ยนเป็นความร้อนจุดเล็ก ๆ ส่งตรงเข้าควบคุมความหย่อนคล้อยถึง ชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นกล้ามเนื้อส่วนบนที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า
การทำงานจะเน้นส่งพลังงานลงลึกเจาะจงที่ ระดับ 4.5 มิลลิเมตร ทำให้เนื้อเยื่อชั้น SMAS เกิดการหดตัวทันทีคล้ายกับการเย็บดึงผิว ความร้อนสะสมที่อุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียสยังช่วยทำลายเซลล์ไขมันสะสมบริเวณเหนียงให้ค่อย ๆ สลายตัวไปตามกลไกธรรมชาติ พร้อมกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาพยุงผิวรอบกรอบหน้า
การทำ Hifu เหนียงใช้วิธีปล่อยพลังงานใต้ผิวโดยไม่สร้างความเสียหายให้แก่ผิวหนังกำพร้าด้านบน หลังทำจึงไม่มีรอยแผล ไม่ต้องพักฟื้น และใช้เวลาในการรักษาเพียง 30 นาที ค่ะ
Hifu เหนียง มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร ?
การทำ HIFU เหนียงช่วยยกกระชับผิวใต้คางกับลดเลือนคางสองชั้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล และไม่ต้องพักฟื้น แต่ประสิทธิภาพการรักษาจะจำกัดเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับน้อยถึงปานกลางเท่านั้น
ข้อดีที่เด่น ๆ คือช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวให้กระชับตึงยาวนาน 6-12 เดือน โดยไม่มีรอยแผลจากเครื่องมือแพทย์ หลังทำเสร็จสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีโดยไม่มีรอยช้ำแดงสะสม
ข้อเสียคืออาจรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ หรืออุ่นร้อนลึกใต้ผิวขณะพลังงานปล่อยลงชั้น SMAS นอกจากนี้ถ้ามีไขมันใต้คางปริมาณมากเกินไป จะต้องใช้การฉีดเมโสแฟตควบคู่เพื่อประสิทธิภาพการทำหัตถการที่ดีขึ้นค่ะ
การทำ HIFU เหนียงเหมาะที่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวใต้คางหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง และเริ่มสูญเสียความกระชับของกรอบหน้าเนื่องจากอายุที่มากขึ้น คนกลุ่มนี้มักมีเหนียงสะสมจากความยืดหยุ่นของผิวหนังที่ลดลง การส่งพลังงานคลื่นเสียงลงไปกระชับผิวจึงช่วยให้เห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
นอกจากนี้ยังตอบโจทย์กลุ่มคนไข้ที่ต้องการปรับรูปหน้าส่วนล่างให้คมชัดแต่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้าและกังวลเรื่องการใช้เข็มฉีดยา การยิงพลังงานเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่จะช่วยพยุงผิวใต้คางให้เรียบตึงในระยะยาวและป้องกันการเกิดคางสองชั้นในอนาคต
กลุ่มผู้เข้ารับบริการที่ทำแล้วเห็นผลลัพธ์ได้ประสิทธิภาพสูงสุดมักอยู่ในช่วงอายุ 25 ถึง 45 ปี ที่เป็นวัยที่เซลล์ผิวหนังยังสามารถฟื้นฟูและสร้างเนื้อเยื่อใหม่หลังได้รับพลังงานความร้อนได้รวดเร็วค่ะ
Hifu เหนียง vs ฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) เลือกแบบไหนดี ?
การตัดสินใจเลือกหัตถการเพื่อลดเหนียงจะขึ้นอยู่กับว่าปัญหาเกิดจากไขมันสะสมหรือผิวหนังหย่อนคล้อยเป็นหลัก ถ้ามีผิวใต้คางยืดหยุ่นน้อยและกรอบหน้าไม่ชัด การทำ HIFU เหนียง จะช่วยยกกระชับผิวชั้นลึกผ่านคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แต่ถ้าเหนียงเป็นก้อนไขมันนุ่มที่จับติดมือได้ชัด การใช้เมโสแฟตฉีดเพื่อสลายจะช่วยลดไขมันส่วนเกินได้ตรงจุดกว่า
| หัวข้อเปรียบเทียบ | HIFU เหนียง | เมโสแฟต (Meso Fat) |
|---|---|---|
| กลไกการทำงาน | ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงยกกระชับผิว | ใช้ตัวยาฉีดสลายไขมันสะสม |
| ผลลัพธ์หลัก | ผิวตึง กรอบหน้าชัด ลดความหย่อน | ไขมันยุบตัวลง ปริมาณเนื้อเหนียงลดลง |
| ความถี่ในการทำ | ทำ 1 ครั้ง อยู่ได้ 6-12 เดือน | ควรทำซ้ำทุก 1-2 สัปดาห์ในช่วงแรก |
ถ้าอยากใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน ขอแนะนำให้ฉีดสลายไขมันก่อนเพื่อลดความหนาของเนื้อส่วนเกิน จากนั้นถึงจะทำ HIFU เพื่อยกผิวให้แนบสนิทไปกับแนวกระดูกขากรรไกร เพื่อช่วยป้องกันผิวเป็นโพรงและช่วยให้กรอบหน้าดูชัดขึ้นใน 2-4 สัปดาห์หลังทำหัตถการค่ะ
การทำ HIFU เหนียงไม่ได้เจ็บปวดรุนแรงอย่างที่หลายคนกังวล โดยความรู้สึกระหว่างทำจะคล้ายกับตื้อ ๆ อุ่น ๆ หรือเสียวจี๊ด ๆ บริเวณใต้คางและแนวกระดูกขากรรไกร ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพลังงานคลื่นเสียงได้ส่งลงลึกถึงชั้น SMAS อย่างแม่นยำ ก่อนเริ่มทำหัตถการแพทย์จะแปะยาชาทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที และใช้เจลเย็นประคบตลอดเวลา ช่วยลดความรู้สึกร้อนลึกใต้ผิวจนคนไข้ส่วนใหญ่นอนทำได้สบายโดยไม่ต้องพึ่งพาการฉีดยาชา ขั้นตอนการทำจริงใช้เวลาทำรวมไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่งค่ะ
- แพทย์ตรวจประเมินความหนาของไขมันใต้คาง เพื่อออกแบบแนวทางการยิงพลังงานเฉพาะบุคคล
- เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดผิวรอบลำคอแล้วแปะยาชาทิ้งไว้ 30 ถึง 45 นาที
- แพทย์ทาเจลเย็นและเริ่มส่งคลื่นพลังงานลงสู่ชั้นผิวจนครบจำนวนช็อตที่ประเมินไว้
- เช็ดทำความสะอาดเจลออกพร้อมทาครีมบำรุงและครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวหลังทำทันที
ทำ Hifu เหนียงต้องใช้กี่ช็อต (Line) ถึงจะเริ่มเห็นผล ?
การทำ HIFU เหนียงเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมักใช้พลังงานเริ่มต้นที่ 100 ถึง 300 ไลน์ ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันและระดับความหย่อนคล้อยใต้คางของแต่ละบุคคล การเลือกจำนวนช็อตที่แม่นยำจะช่วยแก้ปัญหาคางสองชั้นได้อย่างตรงจุดโดยไม่ต้องจ่ายเงินเกินความจำเป็น
สำหรับคนที่มีเหนียงแค่เล็กน้อยและต้องการเน้นความคมของกรอบหน้า แพทย์มักแนะนำจำนวน 100 ถึง 150 ไลน์ ส่วนเคสที่มีไขมันสะสมหนาปานกลางร่วมกับผิวเริ่มคล้อย การใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเป็น 200 ถึง 300 ไลน์ จะช่วยกระจายพลังงานได้ครอบคลุมพื้นที่ใต้คางทั้งหมด
การปรับระดับความลึกของหัวยิงลงลึก 3.0 มิลลิเมตรสลับกับ 4.5 มิลลิเมตร ช่วยสลายไขมันพร้อมยกกระชับกล้ามเนื้อชั้น SMAS ไปพร้อมกัน เทคนิคการยิงสลับชั้นผิวนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงต่อเส้นประสาทบริเวณแนวขากรรไกรล่างค่ะ
| ระดับปัญหาผิว | จำนวน Lines โดยประมาณ | ประโยชน์ที่ได้รับ |
|---|---|---|
| เริ่มมีความหย่อนคล้อย | 100 - 150 Lines | ผิวกระชับขึ้น กรอบหน้าดูมีมิติ |
| เหนียงหนาหรือมีคางสองชั้น | 200 - 300 Lines | ลดเนื้อส่วนเกินใต้คาง ผิวเรียบแนบสนิท |
การทำ HIFU เหนียงจะเห็นผลลัพธ์การยกกระชับทันทีหลังทำเสร็จประมาณ 20% จากการหดตัวของชั้น SMAS ใต้ผิวหนัง ร่างกายจะค่อย ๆ กระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมและสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวใต้คางหดกระชับตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนเห็นผลลัพธ์กรอบหน้าชัดเจนที่สุดในช่วง 2-3 เดือน หลังทำค่ะ
ผลลัพธ์ความตึงกระชับนี้จะคงอยู่ได้นานประมาณ 5-6 เดือน ขึ้นอยู่กับคุณภาพผิวเดิมและปริมาณไขมันสะสมของแต่ละบุคคล การกลับมาทำซ้ำเป็นประจำทุกปีจะช่วยรักษาความคมชัดของแนวกรามและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องก่อนที่โครงสร้างชั้น SMAS จะเริ่มคลายตัวลง
ก่อนและหลังทำ Hifu เหนียง ควรเตรียมตัวและดูแลตัวเองอย่างไร ?
การเตรียมความพร้อมกับการดูแลผิวคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยล็อกผลลัพธ์การทำ HIFU เหนียงให้คงสวยอยู่ยาวนาน เราได้แบ่งข้อควรปฏิบัติออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือการเตรียมผิวก่อนเผชิญความร้อนใต้ชั้นผิว และการดูแลหลังทำเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้น SMAS ค่ะ
วิธีเตรียมตัวก่อนทำ Hifu เหนียง
การเตรียมผิวและร่างกายให้พร้อมก่อนทำ HIFU เหนียงเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้เซลล์ผิวตื่นตัวและพร้อมรับพลังงานความร้อนอย่างเต็มที่
- หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ หรือการผลัดเซลล์ผิวบริเวณลำคอและใต้คางอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้ผิวบางลงจนไวต่อความร้อนสะสมใต้ผิว
- ควรดื่มน้ำสะอาดปริมาณ 1.5-2 ลิตร เป็นประจำในช่วง 3 วันก่อนทำ เพื่อช่วยให้คลื่นอัลตราซาวด์กระจายตัวในชั้นผิวได้ดีขึ้น
- คนที่ทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรืออาหารเสริมประเภทน้ำมันปลาและวิตามินอี ควรงดล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วัน จะช่วยลดโอกาสเกิดรอยช้ำรอยแดงบริเวณเหนียงหลังทำเสร็จ
วิธีดูแลตัวเองหลังทำ Hifu เหนียง
การคงกรอบหน้าให้คมชัดหลังทำ HIFU เหนียงทำได้ด้วยการดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตร เพื่อช่วยให้ร่างกายลำเลียงเซลล์ไขมันที่ถูกทำลายออกไปทางระบบน้ำเหลืองได้เร็วขึ้น คลื่นเสียงความถี่สูงจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ
- หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือถูผิวบริเวณใต้คางแรง ๆ ในช่วง 14 วันแรก เพื่อปล่อยให้เนื้อเยื่อชั้น SMAS หดตัวและฟื้นฟูตัวเองได้อย่างเต็มที่
- งดกิจกรรมที่ส่งผ่านความร้อนสูงสู่ผิวโดยตรง เช่น ซาวน่า ออนเซ็น หรือเลเซอร์ผิวพรรณบริเวณลำคออย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการสลายตัวของโครงสร้างเส้นใยคอลลาเจนที่กำลังสร้างใหม่
- บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนควบคู่กับการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไปเป็นประจำทุกวัน เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีที่คอยทำลายชั้นอีลาสตินใต้ผิวหนัง
ผลลัพธ์หลังทำ HIFU เหนียงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีประมาณ 10-20% โดยผิวใต้คางที่หย่อนคล้อยจะเริ่มหดตัวกระชับขึ้นและกรอบหน้าด้านข้างดูคมชัดขึ้นหลังทำเสร็จ พลังงานคลื่นเสียงจะค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เหนียงใต้คางยุบตัวลงเรื่อย ๆ ใบหน้ากลมจึงเปลี่ยนเป็นรูปทรงวีเชฟที่ดูสมส่วนขึ้น
ผลลัพธ์จะแสดงประสิทธิภาพเต็มที่ในช่วง 2-3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวหนังฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ ผิวบริเวณใต้คางจะตึงกระชับแนบสนิทไปกับกระดูกขากรรไกรโดยไม่มีรอยพับของชั้นไขมันเวลาก้มหน้า ความกระชับนี้จะคงอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูงและการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานค่ะ
ทำ Hifu เหนียงที่ RWC Clinic ดีอย่างไร ?
การทำ HIFU เหนียงที่ RWC Clinic จะเน้นแก้ปัญหาคางสองชั้นด้วยการส่งพลังงาน คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงลงลึกถึงชั้น SMAS ที่เป็นชั้นผิวสำคัญที่ช่วยพยุงโครงสร้างใบหน้า พลังงานนี้จะเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อกระตุ้นให้เนื้อผิวหดตัว ส่งผลให้ผิวบริเวณใต้คางที่หย่อนคล้อยกลับมากระชับและเห็นแนวขากรรไกรชัดขึ้น
คนส่วนใหญ่จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงประมาณ 20% หลังทำเสร็จ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรอยแผลหรือการพักฟื้นเพราะเป็นหัตถการที่ไม่ใช้เข็ม สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้เลยและเห็นผลลัพธ์ความกระชับที่ชัดที่สุดในช่วง 2 ถึง 3 เดือน ค่ะ
เทคโนโลยีที่ผ่านการรับรองและเทคนิคโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์
ผลลัพธ์ที่ชัดเจนของการทำ HIFU เหนียง ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของตัวเครื่องที่ผ่านการรับรองจาก อย. ควบคู่กับประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำหัตถการ เราเลือกใช้เฉพาะเครื่องแท้ที่ส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเฉพาะเจาะจงได้อย่างแม่นยำ ไม่กระจายตัวสะเปะสะปะจนทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง การปล่อยพลังงานสม่ำเสมอในระดับอุณหภูมิ 60-65 องศาเซลเซียส ช่วยเลี่ยงการเบิร์นของผิวชั้นบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่ RWC Clinic ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ (หมอขนม) แพทย์ผู้ชำนาญด้านการปรับรูปหน้าจะเป็นผู้ประเมินความหนาของชั้นไขมันสะสมใต้คางก่อนเริ่มทำ เพื่อออกแบบการยิงพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ได้ตรงจุดโดยไม่โดนเส้นประสาทสำคัญบริเวณขากรรไกร การวางทิศทางแนวหัวยิงแบบเวกเตอร์ช่วยยกกระชับแก้มที่ห้อยและเหนียงที่หย่อนคล้อยให้กระชับขึ้นทันทีหลังทำประมาณ 20% พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ชั้นผิวต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน ค่ะ
ราคาและโปรโมชั่น Hifu เหนียง
การทำ HIFU เหนียงมีราคาเริ่มต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 3,900 ถึง 9,900 บาท ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตและหัวยิงที่แพทย์เลือกใช้ การประเมินราคาจะคิดตามปริมาณไขมันสะสมใต้คางเป็นหลัก ซึ่งคลินิกส่วนใหญ่มักจัดแพ็กเกจแบ่งตามจำนวนไลน์ยิงเพื่อให้สอดคล้องกับระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคล
| รูปแบบการทำ HIFU เหนียง | จำนวนช็อตที่ใช้ | ราคาเฉลี่ยต่อครั้ง |
|---|---|---|
| เน้นกระชับเหนียงเริ่มต้น | 100 ช็อต | 3,900 บาท |
| เก็บเหนียงและกรอบหน้าล่าง | 200 ถึง 300 ช็อต | 5,900 ถึง 7,900 บาท |
| สลายเหนียงหนาพิเศษพร้อมยกแก้ม | 400 ช็อตขึ้นไป | 9,900 บาท |
สำหรับคนที่มีชั้นไขมันใต้คางหนา การยกกระชับควบคู่กับการฉีดสลายไขมันจะช่วยให้เห็นกรอบหน้าคมชัดได้เร็วขึ้น เราจึงมักเห็นโปรโมชั่นจับคู่ร่วมกับ Meso Fat ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 4,990 บาท ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับการทำแยกส่วน และที่ RWC Clinic จะมีการประเมินความหนาของชั้นไขมันเพื่อคำนวณช็อตที่แม่นยำโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาแพทย์ค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการทำ Hifu เหนียง
Hifu เหนียง ต้องทำบ่อยแค่ไหน ? กี่เดือนทำซ้ำได้
การทำ HIFU เหนียงควรทำซ้ำทุก 6 – 12 เดือน เพื่อรักษาผลลัพธ์การยกกระชับและสลายไขมันใต้คางให้คงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมากหรือมีชั้นไขมันสะสมหนา แพทย์อาจแนะนำให้ทำซ้ำครั้งที่สองหลังจากทำครั้งแรกไปแล้ว 3 เดือน เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้น SMAS อย่างเต็มที่
ผลลัพธ์หลังรักษาจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเต็มที่ในช่วงสัปดาห์ที่ 8 ถึง 12 เพราะโครงสร้างเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวได้รับการฟื้นฟูและจัดเรียงตัวใหม่ การกลับมาทำซ้ำตามกรอบเวลาที่แพทย์แนะนำจะช่วยป้องกันการสะสมใหม่ของเซลล์ไขมันใต้คาง การตรวจประเมินความหนาของชั้นผิวด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ก่อนรักษา ช่วยกำหนดรอบเวลาการทำซ้ำเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำค่ะ
ทำ Hifu เหนียง ร่วมกับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ในวันเดียวกันได้ไหม ?
สามารถทำ HIFU ร่วมกับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ในวันเดียวกันได้ทันที แต่ต้องเรียงลำดับขั้นตอนโดยเริ่มทำ HIFU ก่อนเสมอ การทำ HIFU เหนียงหรือยกกระชับกรอบหน้าจะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงที่สร้างความร้อนสะสมใต้ผิวถึง 60-70 องศาเซลเซียส ถ้าฉีดโบท็อกซ์หรือฉีดฟิลเลอร์คางเข้าไปก่อน พลังงานความร้อนนี้จะทำลายประสิทธิภาพของท็อกซินและส่งผลให้ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อนหรือสลายตัวเร็วกว่าปกติค่ะ
หากคุณเพิ่งผ่านการฉีดสารเติมเต็มหรือโบท็อกซ์มาแล้วและต้องการยกกระชับเพิ่มทีหลัง แพทย์ผิวหนังแนะนำให้เว้นระยะห่างอย่างน้อย 14 วัน เพื่อรอให้ตัวยาเซ็ตตัวในชั้นผิวอย่างมั่นคง ช่วยรักษาประสิทธิภาพของฟิลเลอร์ให้อยู่ได้นานสูงสุดถึง 12 เดือน
หลังทำมีอาการบวมแดง หรือมีผลข้างเคียงที่ต้องระวังหรือไม่ ?
อาการบวมแดงหลังทำ HIFU เหนียงเป็นอาการปกติที่เกิดจากการสะสมความร้อนในผิวชั้น SMAS ที่กำลังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ถ้ารู้สึกระบมเมื่อสัมผัสผิวสามารถประคบเย็นบรรเทาอาการได้ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
- ผิวแดงระเรื่อจะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมงแรกหลังทำเสร็จ
- อาการระบมใต้ผิวเมื่อไปสัมผัสอาจจะอยู่ได้นาน 1-2 สัปดาห์
- อาการบวมเขียวช้ำมักเกิดกับผู้ที่มีเส้นเลือดฝอยเปราะบางแต่จะจางลงเองใน 5-7 วัน
- ความรู้สึกชาหรือเจ็บจี๊ด ๆ เหมือนมีเข็มจิ้มอาจเกิดขึ้นชั่วคราวเกิดจากการกระทบของเส้นประสาทส่วนปลาย
ถ้ามีตุ่มพอง ผิวไหม้ หรืออาการปากเบี้ยวผิดรูปจากการวางตำแหน่งหัวยิงทับเส้นประสาทสำคัญควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที แต่ถ้าใช้เครื่องที่มีหน้าจอแสดงผล Real-time จะช่วยเลี่ยงจุดเสี่ยงได้ค่ะ
ผู้ชายทำ Hifu เหนียงได้ไหม ? ผลลัพธ์ต่างจากผู้หญิงหรือเปล่า
ผู้ชายสามารถทำ HIFU เหนียงได้ผลดีไม่ต่างจากผู้หญิง และกำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยปรับกรอบหน้าให้คมชัดขึ้น การทำจุดนี้ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
โครงสร้างผิวของผู้ชายมีความหนาของชั้นผิวและกล้ามเนื้อมากกว่า รวมถึงมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณไขมันสะสมหนาแน่นกว่าผู้หญิง แพทย์จึงต้องปรับระดับพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงและจำนวนช็อตให้เหมาะกับชั้นผิวที่หนา เพื่อให้ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ได้อย่างแม่นยำค่ะ
ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับการทำ Hifu เหนียง ?
คนที่มี แผลเปิด สิวอักเสบรุนแรง หรือผิวหนังติดเชื้อบริเวณใต้คาง ควรงดเว้นการทำ HIFU เหนียงจนกว่าผิวจะรักษาหายดีเพื่อป้องกันการระคายเคืองสะสมใต้ชั้นผิว สตรีมีครรภ์และผู้ที่กำลังให้นมบุตรเป็นอีกกลุ่มที่ต้องหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยของทารก
บุคคลที่มี โลหะฝังในร่างกาย บริเวณใบหน้าหรือลำคอ เช่น หมุดยึดกระดูก หรือเส้นไหมทองคำ ไม่สามารถทำหัตถการนี้ได้เพราะโลหะจะสะสมความร้อนสูงเกินไปขณะส่งพลังงานคลื่นเสียง คนที่มีชั้นไขมันหนาเกิน 1.5 เซนติเมตร อาจเห็นผลลัพธ์ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
กลุ่มคนที่มี ผิวหนังหย่อนคล้อยรุนแรง จากอายุที่มากขึ้นมักเหมาะกับการผ่าตัดดึงคอมากกว่าการใช้คลื่นความถี่สูง แพทย์เฉพาะทางมักแนะนำให้ตรวจประเมินความหนาของชั้นไขมันใต้คางก่อนทำ เพื่อพิจารณาใช้วิธีฉีดเมโสแฟตสลายไขมันควบคู่กันค่ะ
สรุป
การทำ HIFU เหนียง ช่วยลดปัญหาคางสองชั้นและผิวหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด ด้วยพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงที่ส่งลึก 4.5 มิลลิเมตร ถึงชั้น SMAS พลังงานนี้จะเข้าสลายไขมันสะสมพร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือเสียเวลาพักฟื้น ผิวใต้คางจะค่อย ๆ กระชับและกรอบหน้าคมชัดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติภายในเวลา 3 เดือน
คนที่ต้องการลดเหนียงสามารถส่งภาพถ่ายใบหน้ามุมตรงและมุมข้างมาให้แพทย์ช่วยประเมินเบื้องต้นผ่านทางไลน์ หรือนัดหมายเข้ามาตรวจเช็คความหนาของชั้นไขมันใต้คางด้วยเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่ RWC Clinic เพื่อให้แพทย์วางแผนการทำและคำนวณจำนวนช็อตที่แม่นยำสำหรับการปรับรูปหน้าเฉพาะบุคคลได้ค่ะ


