ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด สาเหตุ อาการเตือน และวิธีป้องกัน

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด สาเหตุ อาการเตือน และวิธีป้องกัน

RWC Clinic สรุปให้

  • ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เกิดจากฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา (Central Retinal Artery Occlusion) ทำให้เซลล์จอประสาทตาขาดเลือดและตายภายใน 90-120 นาที
  • ตำแหน่งเสี่ยงสูงที่สุด คือ ฟิลเลอร์จมูก ฟิลเลอร์ใต้ตา และฟิลเลอร์ร่องแก้ม
  • สาเหตุหลักมาจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ ผู้ฉีดขาดความชำนาญ ใช้ฟิลเลอร์ปลอม ฉีดปริมาณหรือแรงดันสูงเกินไป และภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติของผู้รับบริการ
  • อาการเตือนสำคัญคือ ตามัวทันที เห็นจุดดำ ผิวซีดหรือคล้ำผิดปกติบริเวณที่ฉีด ต้องรีบพบแพทย์ภายใน 90 นาที
  • ป้องกันได้ด้วยการเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ คลินิกที่ได้มาตรฐาน และฟิลเลอร์แท้ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้

การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมความงามได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่สิ่งที่หลายคนกังวลคือความเป็นไปได้ที่ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดจากการฉีดสารเติมเต็ม แม้ว่าโอกาสเกิดขึ้นจะน้อยมาก แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงและไม่สามารถกลับคืนได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหานี้อย่างถ่องแท้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่กำลังพิจารณาฉีดฟิลเลอร์ ควรศึกษาการฉีดฟิลเลอร์ในภาพรวมก่อนตัดสินใจ

ปัญหาฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

ปัญหาฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

ภาวะ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เกิดจากการที่สารฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ทำให้เซลล์จอประสาทขาดเลือดและตายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ในทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า Central Retinal Artery Occlusion (CRAO) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาทันที

จากสถิติทั่วโลกพบว่า อัตราการเกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มีประมาณ 40-50 รายต่อปี จากการฉีดฟิลเลอร์หลายล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่หายาก แต่ก็ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความรุนแรงของผลกระทบที่ตามมา

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ได้แก่ การฉีดโดยผู้ไม่มีประสบการณ์ การใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน การฉีดในปริมาณมากเกินไป และการฉีดในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่มีความระมัดระวังเพียงพอ

อ่านบทความฟิลเลอร์เพิ่มเติม | ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร? ฉีดครั้งแรกต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

กลไกการเกิดและสาเหตุหลักที่ทำให้ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

การเข้าใจกลไกที่ทำให้เกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันปัญหานี้ เมื่อสารฟิลเลอร์ถูกฉีดเข้าไปในผิวหนัง หากเข็มฉีดเฉี่ยวเข้าไปในหลอดเลือดแดง สารฟิลเลอร์จะไหลตามกระแสเลือดและอาจไปอุดตันที่หลอดเลือดแดงที่สำคัญ

กลไกการเกิดและสาเหตุหลักที่ทำให้ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

ระบบหลอดเลือดบนใบหน้ามีความซับซ้อน โดยมีหลอดเลือดแดงสำคัญหลายเส้นที่เชื่อมโยงกันและไปเลี้ยงดวงตา ได้แก่ Ophthalmic Artery, Central Retinal Artery, Facial Artery, และ Angular Artery เมื่อสารฟิลเลอร์ไปอุดตันหลอดเลือดเหล่านี้ จะทำให้เซลล์จอประสาทตาไม่ได้รับเลือดและออกซิเจน ส่งผลให้เซลล์ตายภายในเวลา 90-120 นาที

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มี 4 ประการสำคัญ ดังนี้

  • ความไม่ชำนาญของผู้ฉีด แพทย์หรือผู้ปฏิบัติงานที่ขาดประสบการณ์อาจฉีดผิดตำแหน่ง ใช้แรงดันที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ทันเวลา การขาดความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ของใบหน้าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนนี้
  • การใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์ปลอมมักประกอบด้วยสารที่ไม่สลายตามธรรมชาติ เช่น ซิลิโคนเหลว พาราฟิน หรือ PMMA ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่สามารถถูกสลายได้เมื่อเกิดปัญหา แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบและการอุดตันหลอดเลือดสูงกว่าฟิลเลอร์แท้
  • การฉีดในปริมาณมากเกินไปหรือแรงดันสูงเกินไป การใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากเกินความจำเป็นหรือการฉีดด้วยแรงดันสูงเกินไป เพิ่มโอกาสที่ฟิลเลอร์จะเข้าไปในหลอดเลือด นอกจากนี้การใช้เข็มขนาดใหญ่เกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเจาะเข้าไปในหลอดเลือดได้
  • ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติของผู้รับการรักษา ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด มีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือกำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้
ฉีดฟิลแล้วตาบอด

ตำแหน่งเสี่ยงสูงที่ทำให้ตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ และสถิติการเกิดเหตุ

จากการศึกษาวิจัยและรายงานผู้ป่วยทั่วโลก พบว่าตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มีดังนี้

ตำแหน่งเสี่ยงสูงที่ทำให้ตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ และสถิติการเกิดเหตุ

การฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ฟิลเลอร์มีความเสี่ยงต่อการอุดตันเส้นเลือด ที่บริเวณตา และจมูก ส่งผลให้เกิดเนื้อตายและตาบอดได้ บริเวณที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ ฟิลเลอร์ใต้ตา, ฟิลเลอร์จมูก และฟิลเลอร์ร่องแก้ม มีโอกาสทำให้เกิดเส้นเลือดแดงอุดตันในตา หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Central Retinal Artery Occlusion (CRAO)

การ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด คือ ฟิลเลอร์ที่เข้าเส้นเลือดดำแล้วเกิดการ “ท้นกลับ” หรือเรียกว่าไหลย้อนกลับไปที่เส้นเลือดแดง ถ้าหากเข้าเส้นเลือดแดงที่ไม่สำคัญก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปเข้าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงลูกตาก็จะทำให้ตาบอดได้อย่างรวดเร็ว เพราะตัวสารนั้นมันจะไปอุดที่ Central retinal artery หรือ ถ้าอุดเส้นใหญ่กว่าหรือเส้นหลักก็คือ Ophthalmic artery นั้น ลูกตาก็จะฝ่อลงภายในไม่กี่วัน เพราะขาดเลือดไปเลี้ยงทั้งลูกตา

สถิติและข้อมูลสำคัญ 

  • ผู้ป่วยที่เกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ร้อยละ 49 จะตาบอดถาวร
  • ร้อยละ 29 จะสูญเสียการมองเห็นบางส่วน
  • เพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่สามารถฟื้นฟูการมองเห็นได้บางส่วน
  • ร้อยละ 85 ของกรณีเกิดขึ้นในผู้หญิงอายุ 20-50 ปี
  • ประเทศที่พบกรณีมากที่สุด ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐอเมริกา

การศึกษาจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำพบว่า ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในแต่ละตำแหน่งแตกต่างกัน การฉีดในบริเวณใกล้กระดูกหรือบริเวณที่มีเนื้อเยื่อแน่น เช่น สันจมูก มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ฟิลเลอร์เข้าสู่หลอดเลือดได้ง่ายขึ้น

บริเวณเสี่ยงสูง : ฟิลเลอร์จมูก เสริมดั้งโด่ง ปลายพุ่ง ไม่ผ่าตัด

ฉีด ฟิลเลอร์ แล้วตาบอด

อาการเตือนและการจัดการเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน

การรู้จักอาการเตือนของ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากการแทรกแซงที่รวดเร็วสามารถช่วยลดความรุนแรงได้ อาการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทันทีหรือภายใน 5-15 นาทีหลังจากฉีด

อาการเตือนและการจัดการเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน

อาการเตือนที่สำคัญ

  • อาการที่เกี่ยวกับการมองเห็น – ตามัวทันทีหลังฉีด เห็นจุดดำหรือเงาขวางสายตา สูญเสียการมองเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน
  • อาการที่เกี่ยวกับผิวหนัง – ผิวบริเวณที่ฉีดซีดผิดปกติทันที ผิวเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลหรือม่วงคล้ำ
  • อาการทั่วไป – คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเปลี่ยนแปลง และความรู้สึกวิตกกังวลรุนแรง

ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน?

ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน?

1. การแทรกแซงทันที (ภายใน 90 นาที) การฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วยยา Hyaluronidase ทันทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยานี้สามารถสลายฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid ได้ แต่ไม่สามารถใช้กับฟิลเลอร์ปลอมได้ การฉีดต้องทำในปริมาณที่เหมาะสมและหลายจุดรอบบริเวณที่เกิดปัญหา

2. การให้ยาขยายหลอดเลือด การให้ยาขยายหลอดเลือด เช่น Nitroglycerin หรือ Calcium Channel Blockers อาจช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและลดความรุนแรงของการอุดตัน

3. การนวดและการประคบร้อน การนวดอย่างอ่อนโยนและการประคบร้อนอาจช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและภายใต้การดูแลของแพทย์

4. การรักษาด้วย Hyperbaric Oxygen ในกรณีที่รุนแรง การรักษาด้วยออกซิเจนความดันสูงอาจช่วยปรับปรุงการมองเห็นได้ แต่ต้องดำเนินการในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือเฉพาะ

ข้อสำคัญ: การฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ที่เกิดจากฟิลเลอร์ปลอมหรือสารที่ไม่ใช่ Hyaluronic Acid จะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการฉีดสลาย ทำให้การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

วิธีป้องกันตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ และการเลือกคลินิก

การป้องกัน ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ต้องเริ่มต้นจากการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและการเลือกคลินิกที่เหมาะสม ต่อไปนี้เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน

วิธีป้องกันตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ และการเลือกคลินิก

การเตรียมตัว 1-2 สัปดาห์ก่อนฉีด

  • หยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดและอาหารเสริมที่มีผล เช่น วิตามิน E, Ginkgo
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • งดเลเซอร์หรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของกรด

การเตรียมตัวในวันฉีด

  • รับประทานอาหารให้เพียงพอ ไม่ฉีดขณะท้องว่าง
  • ไม่ควรฉีดขณะมีการติดเชื้อหรือไข้หวัด
  • แจ้งประวัติแพ้ยาและโรคประจำตัวให้ครบถ้วน

การดูแลตัวเองหลังฉีด

  • 24 ชั่วโมงแรก สังเกตการมองเห็นอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด งดออกกำลังกายหนัก
  • 1 สัปดาห์แรก งดทำ facial หรือนวดหน้า หลีกเลี่ยงความร้อนจัดอย่างซาวน่าหรืออบไอน้ำ ไม่นอนคว่ำกดหน้ากับหมอน

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์อย่างไรให้ปลอดภัย

การเลือกคลินิกและแพทย์ที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญของการป้องกัน ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ควรพิจารณา 5 ปัจจัยดังนี้ค่ะ

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์อย่างไรให้ปลอดภัย
  • ความเชี่ยวชาญของแพทย์ มีใบประกอบวิชาชีพตรวจสอบได้จากแพทยสภา มีประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 3-5 ปี และได้รับการอบรมด้านกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าโดยเฉพาะ
  • ความแท้ของฟิลเลอร์ที่ตรวจสอบได้ ตรวจสอบเลขทะเบียน อย. บนกล่อง ดูการแกะกล่องต่อหน้าผู้รับบริการ และเก็บกล่องกลับบ้านได้
  • มาตรฐานของคลินิก ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข มีอุปกรณ์จัดการภาวะฉุกเฉินครบครัน และมียา Hyaluronidase พร้อมใช้งานตลอดเวลา
  • รีวิวและผลงานจริง จากผู้เคยเข้ารับบริการ
  • ความโปร่งใสด้านราคา ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

สัญญาณเตือนคลินิกที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ราคาถูกผิดปกติเมื่อเทียบกับตลาด
  • ไม่ให้ดูกล่องฟิลเลอร์หรือไม่มีเลข อย.
  • แพทย์หรือผู้ฉีดไม่สามารถอธิบายกลไกความเสี่ยงได้ชัดเจน
  • คลินิกไม่มีมาตรการรองรับภาวะฉุกเฉิน

ทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์ที่ RWC Clinic RWC Clinic ดูแลโดย ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ (หมอขนม) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง ตจวิทยา และเวชศาสตร์ชะลอวัย ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ ว.48223 ใช้ฟิลเลอร์แท้ที่มีเลขทะเบียน อย. ตรวจสอบได้ทุกกล่อง พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยและอุปกรณ์รองรับภาวะฉุกเฉินครบถ้วนค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากแค่ไหน

พบได้น้อยมาก ประมาณ 40-50 รายต่อปีจากการฉีดฟิลเลอร์หลายล้านครั้งทั่วโลก แต่ผลกระทบรุนแรงและอาจไม่สามารถกลับคืนได้ค่ะ

ตำแหน่งไหนเสี่ยงต่อการตาบอดจากฟิลเลอร์มากที่สุด

ฟิลเลอร์จมูก ฟิลเลอร์ใต้ตา และฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากอยู่ใกล้เครือข่ายหลอดเลือดที่เชื่อมต่อไปเลี้ยงลูกตาค่ะ

หากมีอาการตามัวหลังฉีดฟิลเลอร์ต้องทำอย่างไร

ควรรีบติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากการแทรกแซงภายใน 90 นาทีมีผลต่อโอกาสฟื้นฟูการมองเห็นอย่างมากค่ะ

ฉีดสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) รักษาภาวะตาบอดจากฟิลเลอร์ได้ทุกกรณีหรือไม่

ตัวยาฉีดสลายสามารถใช้ได้เฉพาะกรณีที่เกิดจากฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid เท่านั้น หากเป็นฟิลเลอร์ปลอมหรือสารอื่น เช่น ซิลิโคนหรือพาราฟิน จะไม่สามารถฉีดสลายได้ค่ะ

จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าฟิลเลอร์ที่ใช้เป็นของแท้

สามารถตรวจสอบเลขทะเบียน อย. บนกล่อง ขอดูการแกะกล่องต่อหน้า ตรวจสอบวันหมดอายุและเลขแบทช์ และขอเก็บกล่องกลับบ้านได้ค่ะ

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีดฟิลเลอร์เพื่อลดความเสี่ยง

ควรหยุดยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ งดแอลกอฮอล์ และแจ้งประวัติแพ้ยาหรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบครบถ้วนค่ะ

ทำไมควรเลือกฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น

เพราะแพทย์เฉพาะทางมีความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าและตำแหน่งหลอดเลือดเสี่ยง สามารถวางแผนการฉีดและจัดการภาวะแทรกซ้อนได้อย่างทันท่วงทีค่ะ

สรุป

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงแต่สามารถป้องกันได้ การเข้าใจกลไกการเกิด การรู้จักอาการเตือน และการเลือกรับบริการอย่างรอบคอบ เป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน การใช้ฟิลเลอร์แท้ และการเตรียมตัวที่ดี แม้ว่าการ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด จะเป็นเหตุการณ์ที่หายากมาก แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงและไม่สามารถกลับคืนได้

ดังนั้น การตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ต้องไม่เห็นแก่ราคาถูกหรือความสะดวก แต่ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก การลงทุนในการรักษาที่มีคุณภาพจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์หรือต้องการคำปรึกษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์โดยตรง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล

CONTACT FOR SPECIAL PRIVILEGES

กดด้านล่างติดต่อเราเพื่อสอบถามรายละเอียดและสิทธิ์อื่นๆ

ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic

ทีมเเพทย์ RWC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า