ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ความจริงที่ต้องรู้และการป้องกันที่ถูกต้อง

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ความจริงที่ต้องรู้และการป้องกันที่ถูกต้อง

การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมความงามได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่สิ่งที่หลายคนกังวลคือความเป็นไปได้ที่ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดจากการฉีดสารเติมเต็ม แม้ว่าโอกาสเกิดขึ้นจะน้อยมาก แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงและไม่สามารถกลับคืนได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหานี้อย่างถ่องแท้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่กำลังพิจารณาฉีดฟิลเลอร์

ปัญหาฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

ปัญหาฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

ภาวะ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เกิดจากการที่สารฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ทำให้เซลล์จอประสาทขาดเลือดและตายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ในทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า Central Retinal Artery Occlusion (CRAO) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาทันที

จากสถิติทั่วโลกพบว่า อัตราการเกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มีประมาณ 40-50 รายต่อปี จากการฉีดฟิลเลอร์หลายล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่หายาก แต่ก็ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความรุนแรงของผลกระทบที่ตามมา

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ได้แก่ การฉีดโดยผู้ไม่มีประสบการณ์ การใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน การฉีดในปริมาณมากเกินไป และการฉีดในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่มีความระมัดระวังเพียงพอ

กลไกการเกิดและสาเหตุหลักที่ทำให้ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

การเข้าใจกลไกที่ทำให้เกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันปัญหานี้ เมื่อสารฟิลเลอร์ถูกฉีดเข้าไปในผิวหนัง หากเข็มฉีดเฉี่ยวเข้าไปในหลอดเลือดแดง สารฟิลเลอร์จะไหลตามกระแสเลือดและอาจไปอุดตันที่หลอดเลือดแดงที่สำคัญ

กลไกการเกิดและสาเหตุหลักที่ทำให้ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด

ระบบหลอดเลือดบนใบหน้ามีความซับซ้อน โดยมีหลอดเลือดแดงสำคัญหลายเส้นที่เชื่อมโยงกันและไปเลี้ยงดวงตา ได้แก่ Ophthalmic Artery, Central Retinal Artery, Facial Artery, และ Angular Artery เมื่อสารฟิลเลอร์ไปอุดตันหลอดเลือดเหล่านี้ จะทำให้เซลล์จอประสาทตาไม่ได้รับเลือดและออกซิเจน ส่งผลให้เซลล์ตายภายในเวลา 90-120 นาที

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มี 4 ประการสำคัญ ดังนี้

  • ความไม่ชำนาญของผู้ฉีด แพทย์หรือผู้ปฏิบัติงานที่ขาดประสบการณ์อาจฉีดผิดตำแหน่ง ใช้แรงดันที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ทันเวลา การขาดความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ของใบหน้าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนนี้
  • การใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์ปลอมมักประกอบด้วยสารที่ไม่สลายตามธรรมชาติ เช่น ซิลิโคนเหลว พาราฟิน หรือ PMMA ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่สามารถถูกสลายได้เมื่อเกิดปัญหา แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบและการอุดตันหลอดเลือดสูงกว่าฟิลเลอร์แท้
  • การฉีดในปริมาณมากเกินไปหรือแรงดันสูงเกินไป การใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากเกินความจำเป็นหรือการฉีดด้วยแรงดันสูงเกินไป เพิ่มโอกาสที่ฟิลเลอร์จะเข้าไปในหลอดเลือด นอกจากนี้การใช้เข็มขนาดใหญ่เกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเจาะเข้าไปในหลอดเลือดได้
  • ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติของผู้รับการรักษา ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด มีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือกำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้
ฉีดฟิลแล้วตาบอด

ตำแหน่งเสี่ยงสูงและสถิติการเกิดเหตุ

จากการศึกษาวิจัยและรายงานผู้ป่วยทั่วโลก พบว่าตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มีดังนี้

ตำแหน่งเสี่ยงสูงและสถิติการเกิดเหตุ

การฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ฟิลเลอร์มีความเสี่ยงต่อการอุดตันเส้นเลือด ที่บริเวณตา และจมูก ส่งผลให้เกิดเนื้อตายและตาบอดได้ บริเวณที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ ฟิลเลอร์ใต้ตา ฟิลเลอร์จมูก และร่องแก้ม มีโอกาสทำให้เกิดเส้นเลือดแดงอุดตันในตา หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Central Retinal Artery Occlusion (CRAO)

การ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด คือ ฟิลเลอร์ที่เข้าเส้นเลือดดำแล้วเกิดการ “ท้นกลับ” หรือเรียกว่าไหลย้อนกลับไปที่เส้นเลือดแดง ถ้าหากเข้าเส้นเลือดแดงที่ไม่สำคัญก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปเข้าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงลูกตาก็จะทำให้ตาบอดได้อย่างรวดเร็ว เพราะตัวสารนั้นมันจะไปอุดที่ Central retinal artery หรือ ถ้าอุดเส้นใหญ่กว่าหรือเส้นหลักก็คือ Ophthalmic artery นั้น ลูกตาก็จะฝ่อลงภายในไม่กี่วัน เพราะขาดเลือดไปเลี้ยงทั้งลูกตา

สถิติและข้อมูลสำคัญ 

  • ผู้ป่วยที่เกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ร้อยละ 49 จะตาบอดถาวร
  • ร้อยละ 29 จะสูญเสียการมองเห็นบางส่วน
  • เพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่สามารถฟื้นฟูการมองเห็นได้บางส่วน
  • ร้อยละ 85 ของกรณีเกิดขึ้นในผู้หญิงอายุ 20-50 ปี
  • ประเทศที่พบกรณีมากที่สุด ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐอเมริกา

การศึกษาจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำพบว่า ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในแต่ละตำแหน่งแตกต่างกัน การฉีดในบริเวณใกล้กระดูกหรือบริเวณที่มีเนื้อเยื่อแน่น เช่น สันจมูก มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ฟิลเลอร์เข้าสู่หลอดเลือดได้ง่ายขึ้น

ฉีด ฟิลเลอร์ แล้วตาบอด

อาการเตือนและการจัดการเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน

การรู้จักอาการเตือนของ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากการแทรกแซงที่รวดเร็วสามารถช่วยลดความรุนแรงได้ อาการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทันทีหรือภายใน 5-15 นาทีหลังจากฉีด

อาการเตือนที่สำคัญ

  • อาการที่เกี่ยวกับการมองเห็น – ตามัวทันทีหลังฉีด เห็นจุดดำหรือเงาขวางสายตา สูญเสียการมองเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน
  • อาการที่เกี่ยวกับผิวหนัง – ผิวบริเวณที่ฉีดซีดผิดปกติทันที ผิวเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลหรือม่วงคล้ำ
  • อาการทั่วไป – คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเปลี่ยนแปลง และความรู้สึกวิตกกังวลรุนแรง

ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน?

ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน

1. การแทรกแซงทันที (ภายใน 90 นาที) การฉีดยาสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) ทันทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยานี้สามารถสลายฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid ได้ แต่ไม่สามารถใช้กับฟิลเลอร์ปลอมได้ การฉีดต้องทำในปริมาณที่เหมาะสมและหลายจุดรอบบริเวณที่เกิดปัญหา

2. การให้ยาขยายหลอดเลือด การให้ยาขยายหลอดเลือด เช่น Nitroglycerin หรือ Calcium Channel Blockers อาจช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและลดความรุนแรงของการอุดตัน

3. การนวดและการประคบร้อน การนวดอย่างอ่อนโยนและการประคบร้อนอาจช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและภายใต้การดูแลของแพทย์

4. การรักษาด้วย Hyperbaric Oxygen ในกรณีที่รุนแรง การรักษาด้วยออกซิเจนความดันสูงอาจช่วยปรับปรุงการมองเห็นได้ แต่ต้องดำเนินการในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือเฉพาะ

ข้อสำคัญ: การฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ที่เกิดจากฟิลเลอร์ปลอมหรือสารที่ไม่ใช่ Hyaluronic Acid จะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการฉีดสลาย ทำให้การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพและการเลือกคลินิก

การป้องกัน ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ต้องเริ่มต้นจากการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและการเลือกคลินิกที่เหมาะสม ต่อไปนี้เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน

วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพและการเลือกคลินิก

1. การเลือกแพทย์และคลินิก

คุณสมบัติของแพทย์ที่เหมาะสม

  • เป็นแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพ สามารถตรวจสอบได้จากแพทยสภา
  • มีประสบการณ์เฉพาะด้านการฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 3-5 ปี
  • ได้รับการอบรมเฉพาะทางด้านกายวิภาคศาสตร์ของใบหน้า
  • มีการอัปเดตความรู้และเทคนิคใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ
  • สามารถจัดการภาวะแทรกซ้อนได้ทันที

คุณสมบัติของคลินิกที่ปลอดภัย

  • ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข
  • มีอุปกรณ์การแพทย์ครบครันสำหรับการจัดการภาวะฉุกเฉิน
  • มียา Hyaluronidase พร้อมใช้งานตลอดเวลา
  • มีมาตรฐานการฆ่าเชื้อและความปลอดภัยที่เข้มงวด
  • สามารถติดต่อโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน

2. การตรวจสอบฟิลเลอร์แท้

วิธีการตรวจสอบฟิลเลอร์แท้

  • ตรวจสอบหมายเลขลงทะเบียน อย. บนกล่อง
  • ดูการแกะกล่องต่อหน้าผู้รับบริการ
  • ตรวจสอบวันหมดอายุและเลขแบทช์
  • สามารถเก็บกล่องฟิلเลอร์กลับบ้านได้
  • มีใบรับรองการนำเข้าอย่างถูกต้อง

ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองในประเทศไทย

  • Restylane (สวีเดน)
  • Juvederm (สหรัฐอเมริกา)
  • Belotero (สวิตเซอร์แลนด์)
  • Perfectha (ฝรั่งเศส)
  • Teosyal (สวิตเซอร์แลนด์)

3. การเตรียมตัวก่อนฉีด

การเตรียมตัว 1-2 สัปดาห์ก่อนฉีด

  • หยุดการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • หยุดอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น วิตามิน E, Ginkgo
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • งดการทำเลเซอร์หรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของกรด

การเตรียมตัวในวันฉีด

  • รับประทานอาหารให้พอเพียง ไม่ฉีดขณะท้องว่าง
  • ไม่ควรฉีดในช่วงมีการติดเชื้อหรือไฟหวัด
  • แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวให้ครบถ้วน
  • ถ่ายรูปก่อนทำหัตถการเพื่อเปรียบเทียบ

4. การดูแลตัวเองหลังฉีด

24 ชั่วโมงแรก

  • สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงของการมองเห็นอย่างใกล้ชิด
  • หากมีอาการผิดปกติให้ติดต่อแพทย์ทันที
  • หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด
  • ไม่ควรออกกำลังกายหนัก

1 สัปดาห์แรก

  • งดการทำ facial หรือนวดหน้า
  • หลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ
  • ไม่ควรนอนคว่ำหรือกดหน้าลงที่หมอน
  • ดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน

5. สัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์มีอาการดังต่อไปนี้ ต้องรีบติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที

  • การมองเห็นเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย
  • ปวดตาหรือปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ
  • ผิวหน้าซีดหรือคล้ำผิดปกติ
  • อาการชาหรือเสียวซ่าของใบหน้า
  • มีไข้หรือรู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรง

บทสรุป

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงแต่สามารถป้องกันได้ การเข้าใจกลไกการเกิด การรู้จักอาการเตือน และการเลือกรับบริการอย่างรอบคอบ เป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน การใช้ฟิลเลอร์แท้ และการเตรียมตัวที่ดี แม้ว่าการ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด จะเป็นเหตุการณ์ที่หายากมาก แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงและไม่สามารถกลับคืนได้

ดังนั้น การตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ต้องไม่เห็นแก่ราคาถูกหรือความสะดวก แต่ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก การลงทุนในการรักษาที่มีคุณภาพจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์หรือต้องการคำปรึกษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์โดยตรง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล

CONTACT FOR SPECIAL PRIVILEGES

กดด้านล่างติดเราเพื่อสอบถามรายละเอียดเเละสิทธิ์อื่นๆ

โทร RWC
line rwc
Facebook rwc
โทร RWC
Facebook rwc
line rwc

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic

ทีมแพทย์ RWC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า