RWC Clinic สรุปให้
- การทำความเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานระหว่าง Botox และ Filler เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวางแผนการรักษา
- ลำดับการทำหัตถการขึ้นอยู่กับปัญหาผิวเฉพาะบุคคลและการประเมินของแพทย์ที่ทำการรักษา
- การทำทั้งสองหัตถการร่วมกันสามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำเพียงอย่างเดียว
- การปฏิบัติตามคำแนะนำหลังการรักษาอย่างเคร่งครัดมีความสำคัญต่อผลลัพธ์
Botox Filler ทำอันไหนก่อน ข้อสงสัยสำหรับผู้กำลังตัดสินใจเริ่มต้นดูแลผิวด้วยหัตถการทางการแพทย์ ทั้ง Botox และ Filler ต่างก็เป็นหัตถการที่ได้รับความไว้วางใจที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าได้มีประสิทธิภาพ แต่การเลือกลำดับการทำที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
การตัดสินใจว่าควรทำ Botox หรือ Filler ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งลักษณะปัญหาผิว บริเวณที่ต้องการรักษา และเป้าหมายของการทำ นอกจากนี้ยังมีคำถามตามมาว่าสามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้หรือไม่ ควรเว้นระยะห่างเท่าไร และจะดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลครบถ้วนพร้อมคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและได้ผลลัพธ์ที่ดูดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
Botox กับ Filler แตกต่างกันอย่างไร ?
ก่อนตัดสินใจว่าควรทำหัตถการใดก่อน จำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานระหว่าง Botox และ Filler ก่อน แม้ทั้งสองจะเป็นการฉีดเพื่อความงามเหมือนกัน แต่กลไกการทำงานและวัตถุประสงค์การใช้งานนั้นมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้เลือกหัตถการได้ตรงกับปัญหาและได้ผลลัพธ์ที่ดีตรงตามปัญหาที่ต้องการแก้
Filler (สารเติมเต็มฟิลเลอร์)
Filler หรือสารเติมเต็ม คือ สารที่ใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนังเพื่อเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มปริมาตรให้กับใบหน้า’สารที่แพทย์เลือกใช้เป็นหลักคือ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นและยืดหยุ่น
องค์ประกอบและกลไกการทำงาน: Hyaluronic Acid เป็นพอลิแซคคาไรด์ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เมื่อฉีดเข้าสู่ชั้นผิวจะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างระหว่างเซลล์ สร้างปริมาตร และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว ฟิลเลอร์สามารถปรับเนื้อสัมผัสได้หลายระดับตั้งแต่เนื้อนิ่ม เนื้อกลาง จนถึงเนื้อแข็ง เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละบริเวณ
ตำแหน่งที่นิยมฉีด
- ฟิลเลอร์ใต้ตาสำหรับแก้ไขปัญหาร่องใต้ตาลึก
- ฟิลเลอร์ร่องแก้มเพื่อลดความลึกของร่องและให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
- ฟิลเลอร์ขมับสำหรับผู้ที่มีการสูญเสียปริมาตรตามวัย
- ฟิลเลอร์คางเพื่อปรับโครงหน้าให้สมส่วน
- ฟิลเลอร์ปากเพื่อเพิ่มความอิ่มเอิบ
- ฟิลเลอร์หน้าผากเพื่อปรับโครงหน้าให้มีมิติ
ระยะเวลาการคงอยู่: Filler สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6-24 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ บริเวณที่ฉีด อัตราการเผาผลาญของแต่ละบุคคล และการดูแลหลังการรักษา
Botox (โบทูลินัมท็อกซิน)
Botox เป็นชื่อทางการค้าของสาร Botulinum Toxin Type A ซึ่งเป็นโปรตีนที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum มีคุณสมบัติในการยับยั้งการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราว
กลไกการทำงาน: Botulinum Toxin จะจับกับตัวรับที่ปลายประสาทและป้องกันการหลั่งสาร Acetylcholine ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัวชั่วคราว ลดการเกิดริ้วรอยจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ
บริเวณที่นิยมฉีด
- หน้าผากสำหรับลดริ้วรอยแนวนอน
- ระหว่างคิ้วสำหรับลดรอยขมวดคิ้ว
- หางตาสำหรับลดรอยตีนกา
- กรามสำหรับลดขนาดกล้ามเนื้อและปรับรูปหน้า
- รักแร้สำหรับลดการหลั่งเหงื่อ
- น่องสำหรับลดขนาดกล้ามเนื้อ
ระยะเวลาการออกฤทธิ์: ผลของ Botox จะเริ่มเห็นได้ใน 3-7 วันหลังฉีด และเห็นผลเต็มที่ภายใน 2 สัปดาห์ โดยสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน
ควรเลือก Filler หรือ Botox จากปัญหาผิวแบบไหน ?
การเลือกระหว่าง Filler และ Botox ต้องพิจารณาจากลักษณะปัญหาผิวเป็นหลัก เพราะแต่ละหัตถการมีจุดแข็งในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน หลักง่าย ๆ คือ Filler เหมาะกับการเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มปริมาตร ส่วน Botox เหมาะกับการลดริ้วรอยจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ บางปัญหาอาจต้องใช้ทั้งสองหัตถการร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ การวิเคราะห์ปัญหาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จ
ปัญหาที่เหมาะสมกับการใช้ Filler
- Static Wrinkles (ริ้วรอยถาวร) ริ้วรอยที่ปรากฏให้เห็นตลอดเวลาแม้ในขณะที่ใบหน้าอยู่นิ่ง เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจน อิลาสติน และไฮยาลูรอนิกแอซิดตามวัย รวมถึงการสูญเสียปริมาตรของไขมันใต้ผิวและการละลายของกระดูก Filler จะช่วยเติมเต็มและคืนปริมาตรที่สูญเสียไป
- การสูญเสียปริมาตรของใบหน้า (Volume Loss) เมื่ออายุมากขึ้น ใบหน้าจะสูญเสียไขมันและมีการละลายของกระดูก ทำให้เกิดร่องลึกและใบหน้าดูซูบผอม หรือมีปัญหาแก้มตอบ การฉีด Filler จะช่วยคืนปริมาตรและทำให้ใบหน้าดูอิ่มเต็มอ่อนเยาว์
- การปรับโครงสร้างใบหน้า สำหรับผู้ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปร่างใบหน้า เช่น เสริมคาง เพิ่มความโด่งของจมูก หรือสร้างโครงหน้าให้มีมิติมากขึ้น Filler สามารถช่วยได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
ปัญหาที่เหมาะสมกับการใช้ Botox
- Dynamic Wrinkles (ริ้วรอยจากการเคลื่อนไหว) ริ้วรอยที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อซ้ำๆ เมื่อแสดงสีหน้า เช่น การยิ้ม หัวเราะ ขมวดคิ้ว หรือเลิกคิ้ว Botox จะช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อเหล่านี้ ทำให้ริ้วรอยจางลงและป้องกันการเกิดริ้วรอยลึกในอนาคต
- กล้ามเนื้อที่มีขนาดใหญ่เกินไป (Muscle Hypertrophy) ในกรณีที่กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่เกินไป เช่น กล้ามเนื้อกราม (Masseter) ที่ทำให้ใบหน้าดูกว้าง หรือกล้ามเนื้อน่องที่ใหญ่ Botox จะช่วยลดขนาดของกล้ามเนื้อได้
- ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) Botox สามารถใช้รักษาภาวะเหงื่อออกมากเกินไปในบริเวณต่างๆ เช่น รักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า โดยการยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ
Botox Filler ทําอันไหนก่อนดี ?
หลายคนที่วางแผนจะปรับรูปหน้าอาจสงสัยว่า ควรทำ Botox หรือ Filler ก่อน ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี ความจริงแล้วลำดับการทำหัตถการทั้งสองแบบนี้ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับปัญหาผิว ลักษณะใบหน้า และเป้าหมายในการรักษาของแต่ละคน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนลำดับที่เหมาะสม เพื่อให้ผลออกมาดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ได้นาน
กรณีที่ควรทำ Filler ก่อน Botox
- การรักษาร่องแก้มลึก
ร่องแก้มลึกมักเกิดจากการสูญเสียปริมาตรของไขมันและกระดูกร่วมกับการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงผิว การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มร่องแก้มก่อนจะช่วยให้เห็นภาพรวมของปัญหาที่ชัดเจน จากนั้นจึงใช้ Botox ในปริมาณที่เหมาะสมด้วยเทคนิค Dermotoxin เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงร่องแก้มโดยไม่ทำให้การยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติ
- การปรับโครงหน้าแบบองค์รวม
เมื่อต้องการปรับโครงหน้าหลายจุด เช่น เสริมคาง ขมับ และหน้าผาก การทำ Filler ก่อนจะช่วยให้เห็นโครงหน้าใหม่ที่ชัดเจน แพทย์จึงสามารถประเมินและฉีด Botox เพื่อปรับรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ
- การแก้ไขปัญหาใต้ตาร่วมกับรอยตีนกา
การฉีด Filler ใต้ตาก่อนจะช่วยแก้ไขปัญหาร่องใต้ตาลึก จากนั้นการฉีด Botox บริเวณหางตาจะช่วยลดรอยตีนกาโดยไม่กระทบต่อผลของ Filler ที่ฉีดไปแล้ว
- การรักษาริมฝีปาก
การฉีด Filler เพื่อเพิ่มปริมาตรริมฝีปากก่อน ตามด้วยการฉีด Botox รอบปากเพื่อลดริ้วรอย จะให้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์และเป็นธรรมชาติมากกว่าการทำเพียงอย่างเดียว
กรณีที่ควรทำ Botox ก่อน Filler
- กล้ามเนื้อกรามที่มีขนาดใหญ่มาก
ในผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามใหญ่มาก การฉีด Botox เพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อก่อน 2-4 สัปดาห์ จะทำให้เห็นรูปหน้าที่เปลี่ยนไป แพทย์จึงสามารถวางแผนการฉีด Filler เพื่อเสริมคางหรือแก้มได้อย่างเหมาะสมกับโครงหน้าใหม่
- ริ้วรอยลึกจากการขมวดคิ้วเป็นประจำ
ผู้ที่มีนิสัยขมวดคิ้วบ่อยจนเกิดริ้วรอยลึก การฉีด Botox เพื่อคลายกล้ามเนื้อก่อน 2-3 สัปดาห์ จะช่วยให้ริ้วรอยคลายตัว จากนั้นจึงประเมินว่ายังมีร่องลึกเหลืออยู่หรือไม่ หากจำเป็นจึงค่อยเติม Filler
- การประเมินผลแบบขั้นตอน
สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลของแต่ละหัตถการอย่างชัดเจน การทำ Botox ก่อนและรอประเมินผล 2 สัปดาห์ จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าจำเป็นต้องเติม Filler เพิ่มเติมหรือไม่
- การรักษาริ้วรอยหน้าผากที่ลึกมาก
ริ้วรอยหน้าผากที่ลึกมากจากการเลิกคิ้วเป็นประจำ ควรใช้ Botox ลดการทำงานของกล้ามเนื้อก่อน เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวแล้ว หากยังมีร่องลึกเหลืออยู่จึงค่อยพิจารณาเติม Filler
ทำ Botox และ Filler ในวันเดียวกันได้ไหม ?
การทำทั้ง Botox และ Filler ในวันเดียวกันสามารถทำได้ค่ะ โดยมีข้อดีและข้อควรระวังดังนี้
ข้อดีของการทำพร้อมกัน
- ประหยัดเวลา – ไม่ต้องเดินทางมาคลินิกหลายครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัด
- เริ่มดูแลปัญหาผิวได้ครบในครั้งเดียว – สามารถประเมินผลรวมได้ในคราวเดียว
- การวางแผนที่ครอบคลุม – แพทย์สามารถวางแผนการรักษาแบบองค์รวมได้ดีกว่า
- ลดความเครียดจากการทำหัตถการ – ทำครั้งเดียวจบแทนที่จะต้องกังวลหลายครั้ง
ข้อควรระวังและข้อจำกัด
- การบวมช้ำ – อาจมีการบวมช้ำมากกว่าการทำแยกกัน ต้องวางแผนหากมีงานสำคัญ
- การประเมินผล – อาจยากต่อการแยกแยะว่าผลลัพธ์มาจากหัตถการใด
- ความซับซ้อนในการดูแล – ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำหลังทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
- ค่าใช้จ่าย – ต้องจ่ายค่ารักษาทั้งหมดในคราวเดียว
เทคนิคการทำพร้อมกัน
- การแบ่งโซนการรักษา แพทย์จะแบ่งบริเวณใบหน้าเป็นโซนต่างๆ และวางแผนว่าโซนใดควรทำ Filler โซนใดควรทำ Botox เพื่อหลีกเลี่ยงการทับซ้อนกันมากเกินไป
- การเว้นระยะห่าง ในกรณีที่ต้องฉีดทั้งสองอย่างในบริเวณใกล้เคียงกัน แพทย์จะเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการรบกวนซึ่งกันและกัน
- การใช้เทคนิคการฉีดที่แตกต่างกัน Filler มักฉีดในชั้นลึกของผิวหนัง ในขณะที่ Botox ฉีดเข้าในชั้นกล้ามเนื้อ การใช้เข็มและมุมการฉีดที่เหมาะสมจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
หลังทำ Botox Filler ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ?
การดูแลตัวเองหลังทำหัตถการเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะหลังฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ มีข้อปฏิบัติที่ควรระวังดังนี้
- หลีกเลี่ยงการนอนราบหรือก้มศีรษะเป็นเวลานานภายใน 4–6 ชั่วโมงแรก
- งดการนวด กด หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของตัวยา
- งดออกกำลังกายหนัก อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพราะความร้อนและการไหลเวียนเลือดอาจทำให้บวมช้ำมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หลังฉีด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการบวม
- งดการอบซาวน่า แช่น้ำร้อน หรือโดนความร้อนจัด เพราะอาจลดประสิทธิภาพของตัวยา
- ประคบเย็นเบา ๆ บริเวณที่มีอาการบวม เพื่อลดอาการบวมและปวด
- ดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตร เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วและคงความชุ่มชื้น
- นอนหนุนหมอนสูง ในคืนแรก เพื่อลดอาการบวมที่ใบหน้า
- รับประทานอาหารอ่อน หากฉีดบริเวณรอบปาก เพื่อหลีกเลี่ยงการขยับกล้ามเนื้อมากเกินไป
- หลีกเลี่ยงหัตถการอื่น ๆ เช่น เลเซอร์ RF หรือการนวดหน้า จนกว่าอาการจะหายดี อย่างน้อย 1 เดือน
- หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง และใช้ ครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน
- สังเกตอาการผิดปกติ เช่น บวมมาก ปวดรุนแรง หรือมีไข้ ควรรีบปรึกษาแพทย์
สรุป
การเลือกลำดับการทำ botox filler ทำอันไหนก่อน นั้นไม่มีคำตอบตายตัวค่ะ ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและการประเมินของแพทย์เป็นหลัก โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ทำ Filler ก่อน Botox เพราะจะได้เห็นการทำงานของกล้ามเนื้อชัดเจนและลดความเสี่ยงที่สารจะกระจายจากการนวดหลังฉีด แต่ในบางกรณีอาจต้องทำ Botox ก่อน เช่น ผู้ที่มีกรามใหญ่มากควรลดขนาดกรามก่อนแล้วค่อยเสริมฟิลเลอร์ที่คาง
ทั้งนี้ สามารถทพทั้งสองอย่างในวันเดียวกันได้ โดยแพทย์จะวางแผนแบ่งโซนการรักษาให้เหมาะสม สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ และรักษากับแพทย์ที่มีประสบการณ์ พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำหลังการรักษาอย่างเคร่งครัด จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยและผลลัพธ์คงอยู่ได้นานค่ะ
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic


