ฉีดไขมันใต้ตากับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแบบไหนดี ข้อดี-ข้อเสีย

ฉีดไขมันใต้ตากับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแบบไหนดี ข้อดี-ข้อเสีย

สรุป RWC Clinic สรุปให้

  • ฉีดไขมันใต้ตากับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแบบไหนดี คือคำถามที่ตอบได้ไม่เหมือนกันทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับสภาพร่องใต้ตา อายุ และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด
  • ฉีดไขมันใต้ตา (Fat Grafting) ใช้ไขมันจากร่างกายตัวเองมาเติมเต็ม ปลอดภัยสูง ไม่เสี่ยงแพ้สาร ผลลัพธ์อยู่ได้ยาวนาน 3–5 ปี เหมาะกับผู้ที่มีการสูญเสียปริมาตรมากและต้องการผลระยะยาวที่คุ้มค่า
  • ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา (Under Eye Filler) ใช้สาร HA ที่ร่างกายผลิตเองตามธรรมชาติ ทำเสร็จใน 15–30 นาที ฟื้นตัวเร็ว สลายสารได้หากไม่พอใจผล ผลลัพธ์อยู่ได้ 9–18 เดือน เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาไม่มากและต้องการความสะดวกรวดเร็ว
  • ด้านราคา ฉีดไขมันใต้ตาครั้งแรกสูงกว่า (50,000–150,000 บาท) แต่อยู่ได้นานกว่า ส่วนฉีดฟิลเลอร์ต่อครั้งถูกกว่า (15,000–45,000 บาท) แต่ต้องทำซ้ำเป็นระยะ รวมระยะยาวอาจสูงกว่า

สำหรับใครที่ต้องการแก้ไขปัญหาใต้ตาคล้ำ ปัจจุบันมีวิธีการรักษาให้เลือกหลากหลาย เช่น ฉีดไขมันใต้ตา กับ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ไม่ว่าจะเป็นสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิคแอซิดฟิลเลอร์ หรือสารเติมเต็มจากร่างกายอย่างการฉีดไขมัน ต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ที่กำลังพิจารณาการรักษา
ในบทความนี้ จะมาอธิบายและพาทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาทั้ง 2 วิธี เพื่อการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง

ฉีดไขมันใต้ตา (Fat Injection) คืออะไร

ฉีดไขมันใต้ตา (Fat Grafting) เป็นนวัตกรรมการปรับรูปหน้าโดยใช้ไขมันจากร่างกายของตัวเอง มาเติมเต็มบริเวณใต้ตาที่มีร่องลึกหรือมีการสูญเสียปริมาตร วิธีนี้ได้รับความนิยมเพราะใช้ไขมันของตัวเอง จึงปลอดภัยสูง ลดความเสี่ยงในเรื่องการแพ้และให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ

ฉีดไขมันใต้ตา (Fat Injection) คืออะไร

สำหรับขั้นตอนการรักษาจะเริ่มจากการดูดไขมันจากบริเวณที่มีไขมันสะสม เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก หรือต้นแขน โดยใช้เครื่องดูดไขมันพิเศษที่ช่วยให้เซลล์ไขมันได้รับความเสียหายน้อยที่สุด จากนั้นนำไขมันที่ได้มาปั่นให้บริสุทธิ์ แยกเซลล์ไขมันที่มีคุณภาพดีออกมา และนำมาฉีดเข้าบริเวณใต้ตาด้วยเทคนิคพิเศษของแพทย์ที่ทำการรักษา

ข้อดีของการฉีดไขมันใต้ตา

ข้อดีของการฉีดไขมันใต้ตา
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 3-5 ปี เพราะเป็นเนื้อเยื่อของตัวเอง
  • ให้ความรู้สึกและการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ
  • ไม่มีการแพ้หรือการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
  • สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งรอยคล้ำและการสูญเสียปริมาตร
  • ได้ประโยชน์จากการดูดไขมันส่วนเกินในบริเวณอื่นด้วย

ข้อเสียและข้อควรระวัง

ข้อเสียและข้อควรระวัง
  • ต้องผ่านการดูดไขมัน จึงมีแผลและต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
  • อาจเกิดรอยช้ำและบวมได้นานกว่าการฉีดฟิลเลอร์
  • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคุณภาพไขมันและความชำนาญของแพทย์
  • ราคาค่อนข้างสูงในการทำครั้งแรก

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา (Under Eye Filler) คืออะไร

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา (Under Eye Filler) คืออะไร

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คือการฉีดสารเติมเต็มโดยใช้สารกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในผิวหนังและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน สารนี้มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเต่งตึง 

การรักษาด้วยฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 15-30 นาที เริ่มจากการทาครีมชาเฉพาะที่ จากนั้นแพทย์จะฉีดฟิลเลอร์ผ่านเข็มขนาดเล็กเข้าไปในชั้นผิวหนังบริเวณใต้ตา โดยเลือกจุดฉีดและปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
  • ไม่ต้องผ่านการดูดไขมัน ทำได้ง่ายและรวดเร็ว
  • ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับไปทำงานได้ทันที
  • สามารถแก้ไขหรือสลายสารได้หากไม่พอใจผลลัพธ์
  • ควบคุมปริมาณการฉีดได้แม่นยำ
  • ราคาต่อครั้งถูกกว่าการฉีดไขมัน
  • เห็นผลลัพธ์ได้ทันที

ข้อเสียและข้อควรระวังของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ข้อเสียและข้อควรระวังของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
  • ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่ถาวร ประมาณ 9-18 เดือน ต้องฉีดซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์
  • อาจเกิดการแพ้หรือการอักเสบในบางราย
  • หากฉีดผิดตำแหน่งอาจเกิดการอุดตันของเส้นเลือดหรือเกิดการติดเชื้อได้
  • บางคนอาจเกิดอาการบวม ช้ำ หรือมีจ้ำเลือดหลังการรักษา
  • ค่าใช้จ่ายสะสมในระยะยาวอาจสูงกว่าการฉีดไขมัน เนื่องจากต้องทำซ้ำบ่อย
  • ต้องระวังการเลือกชนิดของฟิลเลอร์ให้เหมาะสมกับบริเวณใต้ตา

เปรียบเทียบ ฉีดไขมันใต้ตา กับ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

เปรียบเทียบ ฉีดไขมันใต้ตา กับ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
ฉีดไขมันใต้ตาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
ด้านความคงทนของผลลัพธ์ให้ผลลัพธ์ที่คงทนกว่า อยู่ได้ 3-5 ปี เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อของตัวเอง เมื่อเซลล์ไขมันเจริญเติบโตและมีเส้นเลือดมาเลี้ยงแล้ว จะอยู่คงทนและให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 9-18 เดือน เนื่องจากร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยสลายสารกรดไฮยาลูโรนิก จึงต้องฉีดเติมเป็นระยะ
ด้านการฟื้นตัวและการดูแลหลังทำใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากมีการดูดไขมัน อาจมีรอยช้ำและอาการบวมทั้งบริเวณที่ดูดไขมันและบริเวณที่ฉีด ต้องดูแลแผลและสวมชุดกระชับพิเศษฟื้นตัวเร็วกว่า ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน อาการบวมช้ำมีน้อยกว่า สามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบทันที
ด้านค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายครั้งแรกสูงกว่า (ประมาณ 50,000-150,000 บาท) แต่อยู่ได้นาน คุ้มค่าในระยะยาวค่าใช้จ่ายต่อครั้งถูกกว่า (ประมาณ 15,000-45,000 บาท) แต่ต้องทำซ้ำบ่อย รวมค่าใช้จ่ายในระยะยาวอาจสูงกว่า
ด้านความเป็นธรรมชาติให้ความรู้สึกและการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติมากกว่า เพราะใช้เนื้อเยื่อของตัวเองให้ผลที่ดูเป็นธรรมชาติได้เช่นกัน แต่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการเลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม

คำแนะนำในการเลือกวิธีที่เหมาะสม

คำแนะนำในการเลือกวิธีที่เหมาะสม

การตัดสินใจเลือกระหว่างการ ฉีดไขมันใต้ตา กับ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ยังช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง มาดูปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาประกอบการตัดสินใจกันค่ะ

1. ปัจจัยที่ควรพิจารณา

การเลือกวิธีการรักษาปัญหาถุงใต้ตาเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การตัดสินใจเลือกระหว่างการฉีดฟิลเลอร์หรือการฉีดไขมันนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ต้องประเมินเป็นรายบุคคล ดังนี้

ปัจจัยที่ควรพิจารณา

สภาพผิวและความรุนแรงของปัญหา

  • หากมีปัญหาถุงใต้ตาที่รุนแรง มีการสูญเสียปริมาตรมาก การฉีดไขมันอาจเหมาะสมกว่า
  • หากมีปัญหาเพียงเล็กน้อย ต้องการแค่เติมเต็ม การฉีดฟิลเลอร์อาจเพียงพอ

อายุและสภาพผิว

  • คนอายุน้อย ผิวยังมีความยืดหยุ่นดี อาจเลือกฉีดฟิลเลอร์ก่อน
  • คนอายุมากขึ้น มีการสูญเสียไขมันใต้ผิวหนัง การฉีดไขมันอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

ไลฟ์สไตล์และเวลา

  • คนที่มีเวลาพักฟื้นจำกัด อาจเหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์มากกว่า
  • คนที่สามารถลาพักได้นาน อาจเลือกฉีดไขมันเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว

การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์และผู้รับการรักษาสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและตรงตามความต้องการมากที่สุด

2. ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ

การตัดสินใจเข้ารับการรักษาด้วยการฉีดไขมันหรือฟิลเลอร์ใต้ตา ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกระหว่างสองวิธี แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมในหลายๆ ด้าน เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสม มาดูสิ่งสำคัญที่ควรทราบก่อนตัดสินใจ ดังนี้

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ

การเลือกแพทย์และสถานพยาบาล

  • ควรเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีประสบการณ์ในการทำหัตถการนั้นๆ โดยเฉพาะ
  • ตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพและความน่าเชื่อถือของสถานพยาบาล
  • สอบถามผลงานและดูรีวิวจากผู้ที่เคยเข้ารับการรักษา
  • เลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย

การประเมินสภาพร่างกายและความเหมาะสม

  • ควรตรวจสุขภาพและแจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ
  • บางกรณีอาจต้องตรวจเลือดเพื่อดูการแข็งตัวของเลือดก่อนทำหัตถการ
  • แจ้งประวัติการทำศัลยกรรมหรือการฉีดสารเติมเต็มในบริเวณใกล้เคียง
  • หากมีแผลหรือการติดเชื้อบริเวณที่จะทำ ควรรักษาให้หายก่อน

การวางแผนการรักษาและค่าใช้จ่าย

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
  • เตรียมงบประมาณให้เพียงพอ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลหลังทำ
  • วางแผนเวลาพักฟื้นให้สอดคล้องกับตารางงานและกิจกรรมสำคัญ
  • เผื่อเวลาสำหรับการทำซ้ำหรือแก้ไขหากจำเป็น

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา

การเตรียมความพร้อมที่ดีก่อนเข้ารับการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาผ่านไปได้ด้วยดีและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังนั้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการเตรียมตัวอย่างเคร่งครัด สำหรับการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา มีอะไรบ้าง ดังนี้

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา

การเตรียมตัวด้านร่างกาย

  • งดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • งดอาหารเสริมบางชนิด เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา กระเทียม 1-2 สัปดาห์
  • งดแอลกอฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำให้มาก
  • หลีกเลี่ยงการนวดหน้าหรือทำทรีทเมนต์บริเวณใบหน้า 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ

การเตรียมตัวในวันทำหัตถการ

  • มาถึงสถานพยาบาลก่อนเวลานัดอย่างน้อย 30 นาที
  • ล้างเครื่องสำอางให้สะอาด ไม่ควรแต่งหน้ามา
  • สวมเสื้อผ้าที่สบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป
  • รับประทานอาหารมาพอประมาณ ไม่ควรท้องว่างหรืออิ่มเกินไป

การเตรียมการดูแลหลังทำ

  • เตรียมผู้ดูลหรือผู้ที่จะมารับกลับบ้าน โดยเฉพาะกรณีฉีดไขมัน
  • จัดเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เจลประคบเย็น ผ้าสะอาด
  • จัดตารางงานให้มีเวลาพักฟื้นอย่างเพียงพอ
  • เตรียมอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสมสำหรับช่วงพักฟื้น

FAQ ฉีดไขมันใต้ตากับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแบบไหนดี

FAQ ฉีดไขมันใต้ตากับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแบบไหนดี

ฉีดไขมันใต้ตากับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแบบไหนดีกว่ากันสำหรับคนอายุน้อย?

สำหรับคนอายุน้อยที่ผิวยังมีความยืดหยุ่นดีและมีปัญหาร่องใต้ตาไม่มาก การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามักเป็นตัวเลือกแรกที่แนะนำ เพราะทำได้รวดเร็ว ฟื้นตัวเร็ว และสามารถปรับเพิ่มหรือสลายได้ในภายหลังค่ะ

ฉีดไขมันใต้ตาเจ็บไหม และใช้เวลานานแค่ไหน?

กระบวนการฉีดไขมันใต้ตาจะมีการดมยาสลบหรือฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อน จึงไม่เจ็บระหว่างทำ ตัวหัตถการใช้เวลาประมาณ 1–3 ชั่วโมง รวมทั้งขั้นตอนดูดไขมัน ปั่น และฉีด หลังทำอาจมีอาการบวมช้ำที่บริเวณดูดไขมันและบริเวณใต้ตาประมาณ 1–2 สัปดาห์ค่ะ

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องฉีดซ้ำเมื่อไหร่?

โดยทั่วไปฟิลเลอร์ HA ใต้ตาอยู่ได้ประมาณ 9–18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ ปริมาณที่ใช้ และการดูแลหลังทำ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าผลลัพธ์ลดลง สามารถกลับมาปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนฉีดเติมได้เลย

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเกิดก้อนหรือ Tyndall Effect ทำอย่างไรได้บ้าง?

หากเกิดปัญหาก้อนใต้ตาหรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีออกฟ้า-เขียว (Tyndall Effect) สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดยาสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) ซึ่งออกฤทธิ์ภายใน 15–20 นาที และเห็นผลชัดเจนภายใน 7 วัน แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วค่ะ

สรุป

การเลือกระหว่างการ ฉีดไขมันใต้ตา กับ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นการตัดสินใจสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและคุ้มค่ากับการลงทุน

ปัจจัยสำคัญในการเลือกวิธีที่เหมาะสมเริ่มจากการประเมินสภาพปัญหาและความต้องการของคนไข้ ทั้งความรุนแรงของปัญหา ผลลัพธ์ที่ต้องการ และความคาดหวังทั้งในระยะสั้นและระยะยาว งบประมาณ รวมถึงประวัติการแพ้หรือการตอบสนองต่อการรักษา

ไม่ว่าจะเลือกฉีดไขมันใต้ตา หรือฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สิ่งสำคัญที่สุดคือการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพปัญหา ไลฟ์สไตล์ และข้อจำกัดของตัวเอง การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมและวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสมในระยะยาว

CONTACT FOR SPECIAL PRIVILEGES

กดด้านล่างติดเราเพื่อสอบถามรายละเอียดเเละสิทธิ์อื่นๆ

ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic

ทีมเเพทย์ RWC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า