สำหรับใครที่ต้องการแก้ไขปัญหาใต้ตาคล้ำ ปัจจุบันมีวิธีการรักษาให้เลือกหลากหลาย เช่น ฉีดไขมันใต้ตา กับ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ไม่ว่าจะเป็นสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิคแอซิดฟิลเลอร์ หรือสารเติมเต็มจากร่างกายอย่างการฉีดไขมัน ต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ที่กำลังพิจารณาการรักษา
ในบทความนี้ จะมาอธิบายและพาทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาทั้ง 2 วิธี เพื่อการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง
สำหรับขั้นตอนการรักษาจะเริ่มจากการดูดไขมันจากบริเวณที่มีไขมันสะสม เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก หรือต้นแขน โดยใช้เครื่องดูดไขมันพิเศษที่ช่วยให้เซลล์ไขมันได้รับความเสียหายน้อยที่สุด จากนั้นนำไขมันที่ได้มาปั่นให้บริสุทธิ์ แยกเซลล์ไขมันที่มีคุณภาพดีออกมา และนำมาฉีดเข้าบริเวณใต้ตาด้วยเทคนิคพิเศษของแพทย์ที่ทำการรักษา
- ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 3-5 ปี เพราะเป็นเนื้อเยื่อของตัวเอง
- ให้ความรู้สึกและการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ
- ไม่มีการแพ้หรือการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
- สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งรอยคล้ำและการสูญเสียปริมาตร
- ได้ประโยชน์จากการดูดไขมันส่วนเกินในบริเวณอื่นด้วย
ข้อเสียและข้อควรระวัง
- ต้องผ่านการดูดไขมัน จึงมีแผลและต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
- อาจเกิดรอยช้ำและบวมได้นานกว่าการฉีดฟิลเลอร์
- ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคุณภาพไขมันและความชำนาญของแพทย์
- ราคาค่อนข้างสูงในการทำครั้งแรก
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คือการฉีดสารเติมเต็มโดยใช้สารกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในผิวหนังและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน สารนี้มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเต่งตึง
การรักษาด้วยฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 15-30 นาที เริ่มจากการทาครีมชาเฉพาะที่ จากนั้นแพทย์จะฉีดฟิลเลอร์ผ่านเข็มขนาดเล็กเข้าไปในชั้นผิวหนังบริเวณใต้ตา โดยเลือกจุดฉีดและปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
- ไม่ต้องผ่านการดูดไขมัน ทำได้ง่ายและรวดเร็ว
- ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับไปทำงานได้ทันที
- สามารถแก้ไขหรือสลายสารได้หากไม่พอใจผลลัพธ์
- ควบคุมปริมาณการฉีดได้แม่นยำ
- ราคาต่อครั้งถูกกว่าการฉีดไขมัน
- เห็นผลลัพธ์ได้ทันที
ข้อเสียและข้อควรระวังของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
- ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่ถาวร ประมาณ 9-18 เดือน ต้องฉีดซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์
- อาจเกิดการแพ้หรือการอักเสบในบางราย
- หากฉีดผิดตำแหน่งอาจเกิดการอุดตันของเส้นเลือดหรือเกิดการติดเชื้อได้
- บางคนอาจเกิดอาการบวม ช้ำ หรือมีจ้ำเลือดหลังการรักษา
- ค่าใช้จ่ายสะสมในระยะยาวอาจสูงกว่าการฉีดไขมัน เนื่องจากต้องทำซ้ำบ่อย
- ต้องระวังการเลือกชนิดของฟิลเลอร์ให้เหมาะสมกับบริเวณใต้ตา
ฉีดไขมันใต้ตา | ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา | |
---|---|---|
ด้านความคงทนของผลลัพธ์ | ให้ผลลัพธ์ที่คงทนกว่า อยู่ได้ 3-5 ปี เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อของตัวเอง เมื่อเซลล์ไขมันเจริญเติบโตและมีเส้นเลือดมาเลี้ยงแล้ว จะอยู่คงทนและให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน | ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 9-18 เดือน เนื่องจากร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยสลายสารกรดไฮยาลูโรนิก จึงต้องฉีดเติมเป็นระยะ |
ด้านการฟื้นตัวและการดูแลหลังทำ | ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากมีการดูดไขมัน อาจมีรอยช้ำและอาการบวมทั้งบริเวณที่ดูดไขมันและบริเวณที่ฉีด ต้องดูแลแผลและสวมชุดกระชับพิเศษ | ฟื้นตัวเร็วกว่า ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน อาการบวมช้ำมีน้อยกว่า สามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบทันที |
ด้านค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายครั้งแรกสูงกว่า (ประมาณ 50,000-150,000 บาท) แต่อยู่ได้นาน คุ้มค่าในระยะยาว | ค่าใช้จ่ายต่อครั้งถูกกว่า (ประมาณ 15,000-45,000 บาท) แต่ต้องทำซ้ำบ่อย รวมค่าใช้จ่ายในระยะยาวอาจสูงกว่า |
ด้านความเป็นธรรมชาติ | ให้ความรู้สึกและการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติมากกว่า เพราะใช้เนื้อเยื่อของตัวเอง | ให้ผลที่ดูเป็นธรรมชาติได้เช่นกัน แต่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการเลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม |
การตัดสินใจเลือกระหว่างการ ฉีดไขมันใต้ตา กับ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ยังช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง มาดูปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาประกอบการตัดสินใจกันค่ะ
สภาพผิวและความรุนแรงของปัญหา
- หากมีปัญหาถุงใต้ตาที่รุนแรง มีการสูญเสียปริมาตรมาก การฉีดไขมันอาจเหมาะสมกว่า
- หากมีปัญหาเพียงเล็กน้อย ต้องการแค่เติมเต็ม การฉีดฟิลเลอร์อาจเพียงพอ
อายุและสภาพผิว
- คนอายุน้อย ผิวยังมีความยืดหยุ่นดี อาจเลือกฉีดฟิลเลอร์ก่อน
- คนอายุมากขึ้น มีการสูญเสียไขมันใต้ผิวหนัง การฉีดไขมันอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
ไลฟ์สไตล์และเวลา
- คนที่มีเวลาพักฟื้นจำกัด อาจเหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์มากกว่า
- คนที่สามารถลาพักได้นาน อาจเลือกฉีดไขมันเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว
การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์และผู้รับการรักษาสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและตรงตามความต้องการมากที่สุด
การเลือกแพทย์และสถานพยาบาล
- ควรเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีประสบการณ์ในการทำหัตถการนั้นๆ โดยเฉพาะ
- ตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพและความน่าเชื่อถือของสถานพยาบาล
- สอบถามผลงานและดูรีวิวจากผู้ที่เคยเข้ารับการรักษา
- เลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย
การประเมินสภาพร่างกายและความเหมาะสม
- ควรตรวจสุขภาพและแจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ
- บางกรณีอาจต้องตรวจเลือดเพื่อดูการแข็งตัวของเลือดก่อนทำหัตถการ
- แจ้งประวัติการทำศัลยกรรมหรือการฉีดสารเติมเต็มในบริเวณใกล้เคียง
- หากมีแผลหรือการติดเชื้อบริเวณที่จะทำ ควรรักษาให้หายก่อน
การวางแผนการรักษาและค่าใช้จ่าย
- ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
- เตรียมงบประมาณให้เพียงพอ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลหลังทำ
- วางแผนเวลาพักฟื้นให้สอดคล้องกับตารางงานและกิจกรรมสำคัญ
- เผื่อเวลาสำหรับการทำซ้ำหรือแก้ไขหากจำเป็น
การเตรียมความพร้อมที่ดีก่อนเข้ารับการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาผ่านไปได้ด้วยดีและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังนั้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการเตรียมตัวอย่างเคร่งครัด สำหรับการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา มีอะไรบ้าง ดังนี้
การเตรียมตัวด้านร่างกาย
- งดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- งดอาหารเสริมบางชนิด เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา กระเทียม 1-2 สัปดาห์
- งดแอลกอฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำให้มาก
- หลีกเลี่ยงการนวดหน้าหรือทำทรีทเมนต์บริเวณใบหน้า 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ
การเตรียมตัวในวันทำหัตถการ
- มาถึงสถานพยาบาลก่อนเวลานัดอย่างน้อย 30 นาที
- ล้างเครื่องสำอางให้สะอาด ไม่ควรแต่งหน้ามา
- สวมเสื้อผ้าที่สบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป
- รับประทานอาหารมาพอประมาณ ไม่ควรท้องว่างหรืออิ่มเกินไป
การเตรียมการดูแลหลังทำ
- เตรียมผู้ดูลหรือผู้ที่จะมารับกลับบ้าน โดยเฉพาะกรณีฉีดไขมัน
- จัดเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เจลประคบเย็น ผ้าสะอาด
- จัดตารางงานให้มีเวลาพักฟื้นอย่างเพียงพอ
- เตรียมอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสมสำหรับช่วงพักฟื้น
สรุป
การเลือกระหว่างการ ฉีดไขมันใต้ตา กับ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นการตัดสินใจสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและคุ้มค่ากับการลงทุน
ปัจจัยสำคัญในการเลือกวิธีที่เหมาะสมเริ่มจากการประเมินสภาพปัญหาและความต้องการของคนไข้ ทั้งความรุนแรงของปัญหา ผลลัพธ์ที่ต้องการ และความคาดหวังทั้งในระยะสั้นและระยะยาว งบประมาณ รวมถึงประวัติการแพ้หรือการตอบสนองต่อการรักษา
ไม่ว่าจะเลือกฉีดไขมันใต้ตา หรือฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สิ่งสำคัญที่สุดคือการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพปัญหา ไลฟ์สไตล์ และข้อจำกัดของตัวเอง การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมและวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสมในระยะยาว