RWC Clinic สรุปให้
- การเลือกระหว่าง ฉีดไขมันกับฉีดฟิลเลอร์ ต้องเริ่มจากการประเมินสภาพใบหน้าและความต้องการที่แท้จริงก่อนเสมอ เพราะทั้งสองวิธีมีกลไกและข้อบ่งชี้ที่แตกต่างกันชัดเจน
- ปัญหาใบหน้าแฟบ ร่องลึก หรือการสูญเสียปริมาตรในบริเวณกว้าง เช่น แก้มและหน้าผาก สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฉีดไขมัน เห็นผลเบื้องต้นทันทีหลังทำ และผลลัพธ์สมบูรณ์ภายใน 3–6 เดือน โดยไขมันที่เกาะติดสมบูรณ์แล้วสามารถอยู่ได้นานหลายปี
- ปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่ง และการเลือกชนิดฟิลเลอร์ให้ตรงกับความหนืดที่ต้องการ คือสิ่งที่ทำให้การฉีดฟิลเลอร์ปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง ไม่เป็นก้อน และสามารถสลายแก้ไขได้หากเกิดปัญหา
- ควรเลือกคลินิกที่มีแพทย์ใบอนุญาตถูกต้อง ใช้ผลิตภัณฑ์ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย และมีระบบติดตามผลหลังรักษา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทั้งการฉีดไขมันและการฉีดฟิลเลอร์จะให้ผลลัพธ์ที่ดี ปลอดภัย และตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคนอย่างแท้จริง
ฉีดไขมันกับฉีดฟิลเลอร์ คือสองวิธีปรับรูปหน้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และมักถูกนำมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ เพราะแม้ทั้งสองจะมีเป้าหมายเดียวกัน คือ เพิ่มปริมาตรและแก้ไขรูปหน้า แต่กลับมีกลไก ระยะเวลา ราคา และข้อบ่งชี้ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
หากกำลังลังเลว่าจะเลือกวิธีไหนให้เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการของตัวเอง บทความนี้จะพาทุกคนไปเปรียบเทียบทั้งสองวิธีแบบละเอียด ทั้งในด้านขั้นตอนการทำ ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ ความเสี่ยงที่ควรรู้ และค่าใช้จ่ายจริง เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
- RWC Clinic สรุปให้
- ฉีดไขมันกับฉีดฟิลเลอร์ คืออะไร?
- ฉีดไขมัน VS ฉีดฟิลเลอร์ ต่างกันอย่างไร?
- ขั้นตอนการทำ
- ระยะเวลาเห็นผล และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
- ความเสี่ยง ผลข้างเคียง
- ราคา ค่าใช้จ่าย
- ตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการฉีด
- ระดับความแข็ง / เนื้อสัมผัส
- การพักฟื้นของการฉีดไขมันกับฉีดฟิลเลอร์
- ฉีดไขมัน หรือ ฉีดฟิลเลอร์ เลือกแบบไหนดี?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฉีดไขมันกับฉีดฟิลเลอร์
- สรุป
ในปัจจุบันการ ฉีดไขมัน กับ ฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีปรับรูปหน้าที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยและถูกนำมาเปรียบเทียบกัน แม้ทั้งสองวิธีจะมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาตรและปรับรูปหน้า แต่ ก็มีความแตกต่างที่สำคัญ มาทำความรู้จักกับทั้งสองวิธีนี้กัน
ฉีดฟิลเลอร์ คืออะไร?
ฉีดฟิลเลอร์ คือ การฉีดสารเติมเต็มเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อเพิ่มปริมาตรและแก้ไขร่องลึก รอยย่น หรือปรับรูปหน้าในจุดที่ต้องการ ฟิลเลอร์ที่นิยมใช้มากที่สุดคือสารไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกาย แต่จะลดลงตามอายุที่มากขึ้น
ข้อดีของฟิลเลอร์ HA คือมีความปลอดภัยสูง สามารถสลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) หากเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการ ทำให้มีความยืดหยุ่นและแก้ไขได้ นอกจาก HA แล้ว ยังมีฟิลเลอร์ประเภทไบโอสติมูเลเตอร์ (Biostimulator) เช่น Ellansé (PCL) และ Radiesse (CaHA) ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์ทั่วไป
ผลลัพธ์จะเห็นได้ทันทีหลังฉีด และอยู่ได้ประมาณ 6–18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ ตำแหน่งที่ฉีด และสภาพผิวของแต่ละคน
ฉีดไขมัน คืออะไร?
ฉีดไขมัน (Fat Grafting หรือ Autologous Fat Transfer) คือ กระบวนการนำไขมันจากส่วนอื่นของร่างกายผู้เข้ารับการรักษา เช่น หน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก มาผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ (Centrifuge) แล้วจึงฉีดกลับเข้าสู่บริเวณที่ต้องการเพิ่มปริมาตร เช่น แก้ม หน้าผาก คาง หรือริมฝีปาก
เนื่องจากไขมันที่นำมาใช้เป็นเนื้อเยื่อของตัวเองแท้ๆ ร่างกายจึงไม่มีการต่อต้าน และเมื่อไขมันเซลล์เกาะติดกับเนื้อเยื่อโดยรอบและมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงสมบูรณ์แล้ว ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานมาก บางรายอาจอยู่ได้ถึงหลายปีหรือตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม ไขมันที่ฉีดเข้าไปจะมีบางส่วนถูกร่างกายดูดซึมกลับไป โดยเฉลี่ยจะเหลืออยู่ประมาณ 50–70% ของปริมาณที่ฉีดไป จึงมักจำเป็นต้องทำซ้ำ 2–3 ครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ และต้องมีปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกายมากเพียงพอสำหรับการดูด
ในยุคที่การดูแลความงามมีความก้าวหน้า การเติมเต็มใบหน้าด้วยการ ฉีดไขมัน กับ ฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเพิ่มความอ่อนเยาว์จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจมาก ซึ่งสองวิธีได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แม้ทั้งคู่จะมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มปริมาตรและปรับรูปหน้า แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญ
ในบทความนี้ จะมาเปรียบเทียบขั้นตอน ระยะเวลาที่เห็นผล ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของทั้งสองวิธี เพื่อช่วยให้เลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการของผู้ที่สนใจปรับรูปหน้า
| ฉีดไขมัน | ฉีดฟิลเลอร์ |
|---|---|
| แพทย์ประเมินใบหน้า | แพทย์ประเมินใบหน้า |
| ดูดไขมันจากส่วนอื่นของร่างกาย (เช่น หน้าท้อง ต้นขา) | ทายาชา เพื่อลดความเจ็บในขณะการฉีด |
| ทำการปั่นแยกให้ไขมันบริสุทธิ์ | ฉีดฟิลเลอร์เข้าบริเวณที่ต้องการแก้ไข |
| ฉีดไขมันเข้าบริเวณที่ต้องการ | นวดเพื่อให้ฟิลเลอร์กระจายตัวสม่ำเสมอ |
| แพทย์ให้คำแนะนำหลังการฉีดไขมัน | แพทย์ให้คำแนะนำหลังการฉีดฟิลเลอร์ |
| ฉีดไขมัน | ฉีดฟิลเลอร์ |
|---|---|
| สามารถเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังการฉีด แต่อาจมีอาการบวมในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ผลลัพธ์สุดท้ายจะเห็นชัดเจนหลังจาก 3-6 เดือน เมื่อไขมันเซลล์เกาะติดและมีเลือดมาเลี้ยงสมบูรณ์ ผลลัพธ์ถาวรสำหรับไขมันที่อยู่รอด (ประมาณ 50-70%) อาจต้องทำซ้ำ 2-3 ครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยผลลัพธ์สุดท้ายจะเห็นชัดหลัง 3-6 เดือน เนื่องจากไขมันต้องใช้เวลาในการเชื่อมต่อกับระบบเลือด เพื่อให้ไขมันนั้นยังคงมีชีวิต จึงใช้เวลานานกว่าฟิลเลอร์ที่ให้ผลทันที | สามารถเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังการฉีด อาจมีอาการบวมในช่วง 3-7 วัน สำหรับผลลัพธ์การฉีดฟิลเลอร์อยู่ได้นาน 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำ ยกเว้นต้องการเพิ่มปริมาณให้มากกว่าที่ได้จากครั้งแรก เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นเท่านั้น |
| ฉีดไขมัน | ฉีดฟิลเลอร์ |
|---|---|
| การติดเชื้อ: พบได้น้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณที่ ดูดไขมันและที่ฉีดไขมัน | การติดเชื้อ: พบได้น้อย |
| ไขมันอุดตันในเส้นเลือด: พบได้น้อยมาก แต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ | การแพ้: โอกาสน้อยมากสำหรับฟิลเลอร์ชนิดไฮยาลูรอนิก แม้จะมีโอกาสแพ้น้อยมาก แต่ก็ยังอาจเกิดได้ในผู้ที่ แพ้สารประกอบอื่น ๆ ในฟิลเลอร์ ควรแนะนำว่าควรทำการ ทดสอบการแพ้ก่อนฉีด หากเคยมีประวัติการแพ้มาก่อน |
| ผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอ: บางส่วนของไขมันอาจถูกดูดซึมไป ทำให้เกิดความไม่เรียบเสมอกัน | รอยฟกช้ำ: มักหายภายใน 1-2 สัปดาห์ |
| รอยช้ำและบวม: มักเกิดขึ้นในช่วงแรกและหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์ | การอุดตันของเส้นเลือด: พบได้น้อยมาก แต่อาจทำให้เกิดการขาดเลือดของเนื้อเยื่อได้ |
| เป็นก้อน: สามารถแก้ไขได้โดยการฉีดเอนไซม์สลาย | |
| ผลลัพธ์ที่ไม่สมมาตร: สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าการฉีดไขมัน |
| ฉีดไขมัน | ฉีดฟิลเลอร์ |
|---|---|
| ค่าใช้จ่ายการฉีดไขมันจะสูงในครั้งแรก เนื่องจากต้องทำการดูดไขมันร่วมด้วย ซึ่งราคาประมาณ 50,000 - 150,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับปริมาณและพื้นที่ที่ต้องการฉีด และอาจต้องทำซ้ำ 2-3 ครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ แต่หลังจากนั้นผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน | สำหรับค่าใช้จ่ายต่อครั้งจะต่ำกว่า ราคาจะอยู่ที่ 9,000-15,000 /cc. หรือประมาณ 15,000 - 50,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของฟิลเลอร์ จำเป็นต้องทำซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์ ทำให้ค่าใช้จ่ายระยะยาวอาจสูงกว่า |
ตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการฉีด
| ฉีดไขมัน | ฟิลเลอร์ |
|---|---|
| การเพิ่มปริมาตรมาก เช่น แก้ม หน้าผาก คาง | การเพิ่มปริมาตรให้กับใบหน้า |
| การแก้ไขร่องลึกขนาดใหญ่ | แก้ไขจุดเล็ก ๆ เช่น ร่องแก้ม ริ้วรอยรอบปาก ใต้ตา |
| การเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าทั้งหมด | การเพิ่มปริมาตรริมฝีปาก |
| การแก้ไขความไม่สมมาตรของใบหน้า | การแก้ไขรอยย่นบริเวณหน้าผาก |
| การฉีดไขมันเหมาะกับการเพิ่มปริมาตรมาก เพราะฉีดได้ครั้งละปริมาณมาก | การปรับโครงหน้าเล็กน้อย เช่น เพิ่มความโด่งของสันจมูก |
| ฟิลเลอร์เหมาะสำหรับการเติมเต็มจุดเล็ก ๆ และแก้ไขปัญหาผิวที่ไม่รุนแรง |
| ฉีดไขมัน | ฟิลเลอร์ |
|---|---|
| การฉีดไขมัน จะมีความนุ่มและเป็นธรรมชาติมากกว่า เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อของตัวเอง ให้ความรู้สึกเหมือน เนื้อเยื่อปกติของร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไป จะกลมกลืนกับเนื้อเยื่อโดยรอบอย่างสมบูรณ์ | การฉีดฟิลเลอร์อาจรู้สึกแข็งกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะฟิลเลอร์ที่มีความหนืดสูง ความแข็ง/นุ่มขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ - ฟิลเลอร์ชนิดบาง: นุ่มกว่า เหมาะสำหรับริมฝีปาก ใต้ตา - ฟิลเลอร์ชนิดแข็ง: จะแข็งกว่า เหมาะสำหรับการเพิ่มปริมาตรแก้ม คาง สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ สามารถเลือกความแข็ง/นุ่มได้ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่บนใบหน้าและการประเมินของแพทย์ |
| ฉีดไขมัน | ฉีดฟิลเลอร์ |
|---|---|
| ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าการฉีดฟิลเลอร์ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ อาจมีรอยช้ำและบวมบริเวณที่ดูดไขมันและที่ฉีดไขมัน ควรหลีกเลี่ยง การออกกำลังกายหนักเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ และจำเป็นต้องใส่ชุดรัด บริเวณที่ดูดไขมัน เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ สำหรับการพักฟื้น อาจมีอารมณ์แปรปรวนด้านอารมณ์เล็กน้อย ในระหว่างพักฟื้น แต่จะดีขึ้นเมื่อผลลัพธ์ปรากฏ เป็นสิ่งปกติ ไม่ต้องกังวล | ใช้เวลาพักฟื้นสั้น ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1-2 วัน อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด สามารถกลับไปทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ทันที หลังการฉีด ควรหลีกเลี่ยงการนวดหน้าหรือทำทรีตเมนต์หน้า เข้าซาวน่าเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักเป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง |
เลือกฉีดไขมัน เหมาะกับใคร
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ระยะยาวและเป็นธรรมชาติมากที่สุด
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มปริมาตรในบริเวณกว้าง เช่น แก้ม หน้าผาก ทั้งใบหน้า
- ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินในร่างกายเพียงพอสำหรับการดูด
- ผู้ที่ยอมรับระยะเวลาพักฟื้น 1–2 สัปดาห์ได้
- ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงสารสังเคราะห์ทุกชนิด
เลือกฉีดฟิลเลอร์ เหมาะกับใคร
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ทันทีและแก้ไขจุดเฉพาะ เช่น ร่องแก้ม ริมฝีปาก ใต้ตา
- ผู้ที่ต้องการ Downtime น้อย กลับใช้ชีวิตปกติได้เร็ว
- ผู้ที่ต้องการทดลองการปรับรูปหน้าก่อน เพราะสลายได้
- ผู้ที่ต้องการปรับโครงสร้างใบหน้าจุดใดจุดหนึ่งเฉพาะเจาะจง
หลายคนเลือกทำทั้งสองวิธีร่วมกัน เช่น ใช้ฉีดไขมันเพิ่มปริมาตรแก้มโดยรวม แล้วใช้ฟิลเลอร์ตกแต่งรายละเอียด เช่น ร่องน้ำตา หรือริมฝีปาก เพื่อผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นธรรมชาติที่สุด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนร่วมกัน
ฉีดไขมันกับฉีดฟิลเลอร์ อันไหนเจ็บกว่ากัน?
โดยทั่วไปฉีดไขมันจะมีความเจ็บปวดในขั้นตอนมากกว่า เนื่องจากต้องผ่านการดูดไขมันออกจากร่างกายก่อน ซึ่งจะใช้ยาชาเฉพาะที่หรือยาชาเฉพาะบริเวณ ส่วนฉีดฟิลเลอร์จะทายาชาเฉพาะที่และรู้สึกเพียงแค่การเจ็บจากเข็มเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งผู้รับบริการส่วนใหญ่สามารถทนได้สบาย
ฉีดไขมันกับฉีดฟิลเลอร์ ทำพร้อมกันได้ไหม?
ได้ครับ สามารถทำร่วมกันได้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โดยมักใช้การฉีดไขมันเป็น “โครงสร้างหลัก” เพื่อเพิ่มปริมาตรโดยรวม แล้วใช้ฟิลเลอร์ตกแต่งรายละเอียด เช่น ร่องน้ำตา หรือปาก ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและสมดุลมากยิ่งขึ้น
ฉีดไขมันหน้าอยู่ได้นานแค่ไหน?
ผลลัพธ์ของการฉีดไขมันที่เซลล์เกาะติดสมบูรณ์แล้วสามารถอยู่ได้นาน 2 ปีขึ้นไป หรือในบางรายอาจอยู่ได้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ปริมาณไขมันที่รอดชีวิตจะอยู่ที่ประมาณ 50–70% ของที่ฉีดไป จึงอาจต้องทำซ้ำ 2–3 ครั้งเพื่อให้ได้ปริมาตรที่ต้องการ
ฉีดฟิลเลอร์อยู่ได้นานกี่ปี?
ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์และตำแหน่งที่ฉีด โดยฟิลเลอร์ HA ทั่วไปอยู่ได้ 6–18 เดือน ส่วนฟิลเลอร์ประเภทไบโอสติมูเลเตอร์ เช่น Ellansé อาจอยู่ได้ 1–4 ปีขึ้นอยู่กับสูตร ตำแหน่งที่เคลื่อนไหวมาก เช่น ริมฝีปาก มักสลายเร็วกว่าตำแหน่งที่นิ่งกว่า เช่น คาง
อยู่ได้นานแค่ไหน : ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน ปัจจัยที่ทำให้สลายเร็วขึ้น
ฉีดไขมันหน้าเหมาะกับอายุเท่าไหร่?
ฉีดไขมันหน้าเหมาะกับผู้ที่เริ่มมีอาการใบหน้าแฟบ หรือสูญเสียปริมาตรตามวัย มักพบบ่อยในช่วงอายุ 30–50 ปีขึ้นไป แต่ไม่มีกฎตายตัว แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าเหมาะกับวิธีนี้หรือไม่ โดยพิจารณาร่วมกับความต้องการของผู้รับบริการ
ฉีดไขมันกับฉีดฟิลเลอร์ อันไหนปลอดภัยกว่า?
ทั้งสองวิธีมีความปลอดภัยสูงเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ฉีดไขมันมีข้อได้เปรียบด้านความเป็นเนื้อเยื่อของตัวเองจึงไม่มีความเสี่ยงด้านการแพ้ ส่วนฉีดฟิลเลอร์มีข้อได้เปรียบด้านการแก้ไขได้ หากเกิดปัญหาสามารถฉีดเอนไซม์สลายฟิลเลอร์ได้ทันที ปัจจัยสำคัญที่สุดคือประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์ผู้ทำ
สรุป
การเปรียบเทียบ ฉีดไขมันกับฉีดฟิลเลอร์ ช่วยให้เห็นว่าทั้งสองวิธีต่างมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ไม่มีวิธีไหนดีกว่ากันในทุกมิติ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว โครงหน้า งบประมาณ และความต้องการของแต่ละคนเป็นสำคัญ
หากต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนาน พร้อมรับกระบวนการที่ใช้เวลามากขึ้นเล็กน้อย การฉีดไขมันอาจเป็นคำตอบที่ใช่ แต่หากต้องการความรวดเร็ว ปรับแต่งได้ง่าย และ Downtime น้อย การฉีดฟิลเลอร์ก็เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกวิธี แต่คือการเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และสามารถออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับใบหน้าของคุณโดยเฉพาะ
สรุปตารางเทียบระหว่าง ฉีดไขมัน กับ ฉีดฟิลเลอร์
| กระบวนการ | ฉีดไขมัน กับ ฉีดฟิลเลอร์ |
|---|---|
| ขั้นตอนการทำ | การฉีดไขมันเริ่มจากแพทย์ประเมินใบหน้า จากนั้นจะดูดไขมันจากส่วนอื่นของร่างกาย นำไปปั่นแยกให้บริสุทธิ์ แล้วจึงฉีดเข้าบริเวณเป้าหมาย ส่วนการฉีดฟิลเลอร์เริ่มจากการประเมินใบหน้าเช่นกัน แต่จะทายาชาก่อนฉีด และหลังฉีดจะมีการนวดเพื่อให้ฟิลเลอร์กระจายตัวสม่ำเสมอ |
| ระยะเวลา/ผลลัพธ์ | เห็นผลทันทีหลังฉีด แต่การฉีดไขมันจะมีอาการบวมนานกว่า คือ 1-2 สัปดาห์ และต้องรอ 3-6 เดือนเพื่อเห็นผลลัพธ์สุดท้าย โดยไขมันจะอยู่รอดประมาณ 50-70% ส่วนฟิลเลอร์จะบวมเพียง 3-7 วัน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 6-18 เดือน |
| ความเสี่ยง ผลข้างเคียง | ทั้งสองวิธีมีความเสี่ยงในการติดเชื้อและการอุดตันในเส้นเลือด แต่พบได้น้อยมาก การฉีดไขมันอาจมีปัญหาเรื่องผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากไขมันบางส่วนถูกดูดซึม ส่วนฟิลเลอร์อาจมีการแพ้หรือเกิดก้อน แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดเอนไซม์สลาย |
| ราคา ค่าใช้จ่าย | การฉีดไขมันมีค่าใช้จ่ายสูงในครั้งแรกประมาณ 50,000-150,000 บาท และอาจต้องทำซ้ำ 2-3 ครั้ง ในขณะที่ฟิลเลอร์มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งที่ถูกกว่า คือ 15,000-50,000 บาท แต่ต้องทำซ้ำเป็นระยะเพื่อรักษาผลลัพธ์ |
| ตำแหน่งที่การฉีด | การฉีดไขมันเหมาะสำหรับการเพิ่มปริมาตรในบริเวณกว้าง เช่น แก้ม หน้าผาก และคาง เนื่องจากสามารถฉีดได้ปริมาณมาก ส่วนฟิลเลอร์จะเหมาะกับการแก้ไขจุดเล็กๆ เช่น ร่องแก้ม ริมฝีปาก และใต้ตา |
| ระดับความแข็ง / เนื้อสัมผัส | การฉีดไขมันให้ความรู้สึกนุ่มและเป็นธรรมชาติมากกว่า เพราะเป็นเนื้อเยื่อของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปจะกลมกลืนกับเนื้อเยื่อโดยรอบอย่างสมบูรณ์ ส่วนฟิลเลอร์จะมีความแข็งมากกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะชนิดที่มีความหนืดสูง แต่สามารถเลือกระดับความแข็ง-นุ่มได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ |
| การพักฟื้น | การฉีดไขมันต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า คือ 1-2 สัปดาห์ ต้องใส่ชุดรัดบริเวณที่ดูดไขมัน และงดออกกำลังกายหนัก 2-3 สัปดาห์ ส่วนฟิลเลอร์ใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน แต่ควรงดนวดหน้า 1-2 สัปดาห์ และงดออกกำลังกาย 1-2 วันเท่านั้น |


