RWC Clinic สรุปให้
- ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เกิดจากฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา (Central Retinal Artery Occlusion) ทำให้เซลล์จอประสาทตาขาดเลือดและตายภายใน 90-120 นาที
- ตำแหน่งเสี่ยงสูงที่สุด คือ ฟิลเลอร์จมูก ฟิลเลอร์ใต้ตา และฟิลเลอร์ร่องแก้ม
- สาเหตุหลักมาจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ ผู้ฉีดขาดความชำนาญ ใช้ฟิลเลอร์ปลอม ฉีดปริมาณหรือแรงดันสูงเกินไป และภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติของผู้รับบริการ
- อาการเตือนสำคัญคือ ตามัวทันที เห็นจุดดำ ผิวซีดหรือคล้ำผิดปกติบริเวณที่ฉีด ต้องรีบพบแพทย์ภายใน 90 นาที
- ป้องกันได้ด้วยการเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ คลินิกที่ได้มาตรฐาน และฟิลเลอร์แท้ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้
- RWC Clinic สรุปให้
- ปัญหาฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด
- กลไกการเกิดและสาเหตุหลักที่ทำให้ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด
- ตำแหน่งเสี่ยงสูงที่ทำให้ตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ และสถิติการเกิดเหตุ
- อาการเตือนและการจัดการเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน
- วิธีป้องกันตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์
- เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์อย่างไรให้ปลอดภัย
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด
- สรุป
การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมความงามได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่สิ่งที่หลายคนกังวลคือความเป็นไปได้ที่ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดจากการฉีดสารเติมเต็ม แม้ว่าโอกาสเกิดขึ้นจะน้อยมาก แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงและไม่สามารถกลับคืนได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหานี้อย่างถ่องแท้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่กำลังพิจารณาฉีดฟิลเลอร์ ควรศึกษาการฉีดฟิลเลอร์ในภาพรวมก่อนตัดสินใจ
ปัญหาฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด
ภาวะ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เกิดจากการที่สารฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ทำให้เซลล์จอประสาทขาดเลือดและตายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ในทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า Central Retinal Artery Occlusion (CRAO) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาทันที
จากสถิติทั่วโลกพบว่า อัตราการเกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มีประมาณ 40-50 รายต่อปี จากการฉีดฟิลเลอร์หลายล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่หายาก แต่ก็ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความรุนแรงของผลกระทบที่ตามมา
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ได้แก่ การฉีดโดยผู้ไม่มีประสบการณ์ การใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน การฉีดในปริมาณมากเกินไป และการฉีดในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่มีความระมัดระวังเพียงพอ
อ่านบทความฟิลเลอร์เพิ่มเติม | ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร? ฉีดครั้งแรกต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
ระบบหลอดเลือดบนใบหน้ามีความซับซ้อน โดยมีหลอดเลือดแดงสำคัญหลายเส้นที่เชื่อมโยงกันและไปเลี้ยงดวงตา ได้แก่ Ophthalmic Artery, Central Retinal Artery, Facial Artery, และ Angular Artery เมื่อสารฟิลเลอร์ไปอุดตันหลอดเลือดเหล่านี้ จะทำให้เซลล์จอประสาทตาไม่ได้รับเลือดและออกซิเจน ส่งผลให้เซลล์ตายภายในเวลา 90-120 นาที
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มี 4 ประการสำคัญ ดังนี้
- ความไม่ชำนาญของผู้ฉีด แพทย์หรือผู้ปฏิบัติงานที่ขาดประสบการณ์อาจฉีดผิดตำแหน่ง ใช้แรงดันที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ทันเวลา การขาดความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ของใบหน้าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนนี้
- การใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์ปลอมมักประกอบด้วยสารที่ไม่สลายตามธรรมชาติ เช่น ซิลิโคนเหลว พาราฟิน หรือ PMMA ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่สามารถถูกสลายได้เมื่อเกิดปัญหา แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบและการอุดตันหลอดเลือดสูงกว่าฟิลเลอร์แท้
- การฉีดในปริมาณมากเกินไปหรือแรงดันสูงเกินไป การใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากเกินความจำเป็นหรือการฉีดด้วยแรงดันสูงเกินไป เพิ่มโอกาสที่ฟิลเลอร์จะเข้าไปในหลอดเลือด นอกจากนี้การใช้เข็มขนาดใหญ่เกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเจาะเข้าไปในหลอดเลือดได้
- ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติของผู้รับการรักษา ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด มีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือกำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้
การฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ฟิลเลอร์มีความเสี่ยงต่อการอุดตันเส้นเลือด ที่บริเวณตา และจมูก ส่งผลให้เกิดเนื้อตายและตาบอดได้ บริเวณที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ ฟิลเลอร์ใต้ตา, ฟิลเลอร์จมูก และฟิลเลอร์ร่องแก้ม มีโอกาสทำให้เกิดเส้นเลือดแดงอุดตันในตา หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Central Retinal Artery Occlusion (CRAO)
การ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด คือ ฟิลเลอร์ที่เข้าเส้นเลือดดำแล้วเกิดการ “ท้นกลับ” หรือเรียกว่าไหลย้อนกลับไปที่เส้นเลือดแดง ถ้าหากเข้าเส้นเลือดแดงที่ไม่สำคัญก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปเข้าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงลูกตาก็จะทำให้ตาบอดได้อย่างรวดเร็ว เพราะตัวสารนั้นมันจะไปอุดที่ Central retinal artery หรือ ถ้าอุดเส้นใหญ่กว่าหรือเส้นหลักก็คือ Ophthalmic artery นั้น ลูกตาก็จะฝ่อลงภายในไม่กี่วัน เพราะขาดเลือดไปเลี้ยงทั้งลูกตา
สถิติและข้อมูลสำคัญ
- ผู้ป่วยที่เกิด ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ร้อยละ 49 จะตาบอดถาวร
- ร้อยละ 29 จะสูญเสียการมองเห็นบางส่วน
- เพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่สามารถฟื้นฟูการมองเห็นได้บางส่วน
- ร้อยละ 85 ของกรณีเกิดขึ้นในผู้หญิงอายุ 20-50 ปี
- ประเทศที่พบกรณีมากที่สุด ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐอเมริกา
การศึกษาจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำพบว่า ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในแต่ละตำแหน่งแตกต่างกัน การฉีดในบริเวณใกล้กระดูกหรือบริเวณที่มีเนื้อเยื่อแน่น เช่น สันจมูก มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ฟิลเลอร์เข้าสู่หลอดเลือดได้ง่ายขึ้น
บริเวณเสี่ยงสูง : ฟิลเลอร์จมูก เสริมดั้งโด่ง ปลายพุ่ง ไม่ผ่าตัด
อาการเตือนที่สำคัญ
- อาการที่เกี่ยวกับการมองเห็น – ตามัวทันทีหลังฉีด เห็นจุดดำหรือเงาขวางสายตา สูญเสียการมองเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน
- อาการที่เกี่ยวกับผิวหนัง – ผิวบริเวณที่ฉีดซีดผิดปกติทันที ผิวเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลหรือม่วงคล้ำ
- อาการทั่วไป – คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเปลี่ยนแปลง และความรู้สึกวิตกกังวลรุนแรง
ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน?
1. การแทรกแซงทันที (ภายใน 90 นาที) การฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วยยา Hyaluronidase ทันทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยานี้สามารถสลายฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid ได้ แต่ไม่สามารถใช้กับฟิลเลอร์ปลอมได้ การฉีดต้องทำในปริมาณที่เหมาะสมและหลายจุดรอบบริเวณที่เกิดปัญหา
2. การให้ยาขยายหลอดเลือด การให้ยาขยายหลอดเลือด เช่น Nitroglycerin หรือ Calcium Channel Blockers อาจช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและลดความรุนแรงของการอุดตัน
3. การนวดและการประคบร้อน การนวดอย่างอ่อนโยนและการประคบร้อนอาจช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและภายใต้การดูแลของแพทย์
4. การรักษาด้วย Hyperbaric Oxygen ในกรณีที่รุนแรง การรักษาด้วยออกซิเจนความดันสูงอาจช่วยปรับปรุงการมองเห็นได้ แต่ต้องดำเนินการในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือเฉพาะ
ข้อสำคัญ: การฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด ที่เกิดจากฟิลเลอร์ปลอมหรือสารที่ไม่ใช่ Hyaluronic Acid จะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการฉีดสลาย ทำให้การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
การเตรียมตัว 1-2 สัปดาห์ก่อนฉีด
- หยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดและอาหารเสริมที่มีผล เช่น วิตามิน E, Ginkgo
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- งดเลเซอร์หรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของกรด
การเตรียมตัวในวันฉีด
- รับประทานอาหารให้เพียงพอ ไม่ฉีดขณะท้องว่าง
- ไม่ควรฉีดขณะมีการติดเชื้อหรือไข้หวัด
- แจ้งประวัติแพ้ยาและโรคประจำตัวให้ครบถ้วน
การดูแลตัวเองหลังฉีด
- 24 ชั่วโมงแรก สังเกตการมองเห็นอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด งดออกกำลังกายหนัก
- 1 สัปดาห์แรก งดทำ facial หรือนวดหน้า หลีกเลี่ยงความร้อนจัดอย่างซาวน่าหรืออบไอน้ำ ไม่นอนคว่ำกดหน้ากับหมอน
- ความเชี่ยวชาญของแพทย์ มีใบประกอบวิชาชีพตรวจสอบได้จากแพทยสภา มีประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 3-5 ปี และได้รับการอบรมด้านกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าโดยเฉพาะ
- ความแท้ของฟิลเลอร์ที่ตรวจสอบได้ ตรวจสอบเลขทะเบียน อย. บนกล่อง ดูการแกะกล่องต่อหน้าผู้รับบริการ และเก็บกล่องกลับบ้านได้
- มาตรฐานของคลินิก ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข มีอุปกรณ์จัดการภาวะฉุกเฉินครบครัน และมียา Hyaluronidase พร้อมใช้งานตลอดเวลา
- รีวิวและผลงานจริง จากผู้เคยเข้ารับบริการ
- ความโปร่งใสด้านราคา ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
สัญญาณเตือนคลินิกที่ควรหลีกเลี่ยง
- ราคาถูกผิดปกติเมื่อเทียบกับตลาด
- ไม่ให้ดูกล่องฟิลเลอร์หรือไม่มีเลข อย.
- แพทย์หรือผู้ฉีดไม่สามารถอธิบายกลไกความเสี่ยงได้ชัดเจน
- คลินิกไม่มีมาตรการรองรับภาวะฉุกเฉิน
ทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์ที่ RWC Clinic RWC Clinic ดูแลโดย ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ (หมอขนม) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง ตจวิทยา และเวชศาสตร์ชะลอวัย ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ ว.48223 ใช้ฟิลเลอร์แท้ที่มีเลขทะเบียน อย. ตรวจสอบได้ทุกกล่อง พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยและอุปกรณ์รองรับภาวะฉุกเฉินครบถ้วนค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากแค่ไหน
พบได้น้อยมาก ประมาณ 40-50 รายต่อปีจากการฉีดฟิลเลอร์หลายล้านครั้งทั่วโลก แต่ผลกระทบรุนแรงและอาจไม่สามารถกลับคืนได้ค่ะ
ตำแหน่งไหนเสี่ยงต่อการตาบอดจากฟิลเลอร์มากที่สุด
ฟิลเลอร์จมูก ฟิลเลอร์ใต้ตา และฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากอยู่ใกล้เครือข่ายหลอดเลือดที่เชื่อมต่อไปเลี้ยงลูกตาค่ะ
หากมีอาการตามัวหลังฉีดฟิลเลอร์ต้องทำอย่างไร
ควรรีบติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากการแทรกแซงภายใน 90 นาทีมีผลต่อโอกาสฟื้นฟูการมองเห็นอย่างมากค่ะ
ฉีดสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) รักษาภาวะตาบอดจากฟิลเลอร์ได้ทุกกรณีหรือไม่
ตัวยาฉีดสลายสามารถใช้ได้เฉพาะกรณีที่เกิดจากฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid เท่านั้น หากเป็นฟิลเลอร์ปลอมหรือสารอื่น เช่น ซิลิโคนหรือพาราฟิน จะไม่สามารถฉีดสลายได้ค่ะ
จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าฟิลเลอร์ที่ใช้เป็นของแท้
สามารถตรวจสอบเลขทะเบียน อย. บนกล่อง ขอดูการแกะกล่องต่อหน้า ตรวจสอบวันหมดอายุและเลขแบทช์ และขอเก็บกล่องกลับบ้านได้ค่ะ
ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีดฟิลเลอร์เพื่อลดความเสี่ยง
ควรหยุดยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ งดแอลกอฮอล์ และแจ้งประวัติแพ้ยาหรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบครบถ้วนค่ะ
ทำไมควรเลือกฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
เพราะแพทย์เฉพาะทางมีความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าและตำแหน่งหลอดเลือดเสี่ยง สามารถวางแผนการฉีดและจัดการภาวะแทรกซ้อนได้อย่างทันท่วงทีค่ะ
สรุป
ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงแต่สามารถป้องกันได้ การเข้าใจกลไกการเกิด การรู้จักอาการเตือน และการเลือกรับบริการอย่างรอบคอบ เป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน การใช้ฟิลเลอร์แท้ และการเตรียมตัวที่ดี แม้ว่าการ ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด จะเป็นเหตุการณ์ที่หายากมาก แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงและไม่สามารถกลับคืนได้
ดังนั้น การตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ต้องไม่เห็นแก่ราคาถูกหรือความสะดวก แต่ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก การลงทุนในการรักษาที่มีคุณภาพจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยในระยะยาว
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์หรือต้องการคำปรึกษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์โดยตรง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic


