การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหนึ่งในหัตถการความงามที่ช่วยแก้ไขปัญหาใต้ตาคล้ำ ถุงใต้ตา และริ้วรอยใต้ดวงตา ทำให้ใบหน้าดูสดใสอ่อนเยาว์ขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บางครั้งอาจพบกับปัญหาที่ทำให้หลายคนกังวล นั่นคือการ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อน ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อความสวยงามแล้ว ยังอาจสร้างความไม่มั่นใจและความกังวลใจให้กับผู้ที่ประสบปัญหานี้
ปัญหาฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นก้อนไม่ใช่เรื่องที่พบได้น้อย และมักเกิดจากหลายปัจจัยที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ฟิลเลอร์ไม่เหมาะสม เทคนิคการฉีดที่ไม่ถูกต้อง หรือแม้แต่การเลือกคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับสาเหตุ วิธีการแก้ไข และที่สำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้น เพื่อให้สามารถตัดสินใจเข้ารับการรักษาได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
ลักษณะของฟิลเลอร์ใต้ตาที่เป็นก้อน
การสังเกตว่าฟิลเลอร์ใต้ตาว่าเป็นก้อนหรือไม่ สามารถดูได้จากหลายลักษณะดังนี้
- ก้อนนูนที่มองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อยิ้มหรือทำสีหน้า จะเห็นก้อนรั้งบริเวณหัวตาหรือใต้ตา ซึ่งอาจเป็นก้อนเล็กหรือใหญ่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณฟิลเลอร์และตำแหน่งที่เป็นก้อน
- สัมผัสได้เมื่อคลำ หากใช้นิ้วคลำบริเวณใต้ตาจะรู้สึกถึงก้อนแข็งหรือนุ่มอยู่ใต้ผิวหนัง แตกต่างจากเนื้อเยื่อโดยรอบที่เรียบเนียน
- ผิวไม่เรียบเนียน บริเวณใต้ตามีความผิดปกติของพื้นผิว ดูขรุขระหรือมีลูกคลื่นเป็นลำ ๆ แทนที่จะเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ
- สีผิวเปลี่ยนแปลง ในบางกรณีบริเวณที่ฟิลเลอร์เป็นก้อนอาจมีสีคล้ำกว่าปกติ เป็นสีม่วงเข้ม หรือมีเงาสีเขียว เนื่องจากฟิลเลอร์อยู่ในชั้นที่ตื้นเกินไป
- อาการบวมไม่ยุบ หลังการฉีดฟิลเลอร์เกิน 2-3 สัปดาห์ แต่อาการบวมยังไม่ยุบลง และก้อนยังคงมองเห็นได้ชัดเจน
ประเภทของการเป็นก้อน
ฟิลเลอร์ใต้ตาที่เป็นก้อนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้
- ก้อนแบบไม่อักเสบ เกิดจากฟิลเลอร์แท้ที่ทำจาก Hyaluronic Acid แต่มีการฉีดผิดตำแหน่ง ผิดชั้น หรือฟิลเลอร์เคลื่อนที่ไปรวมกันจนเป็นก้อน ลักษณะนี้จะมีก้อนนูนแต่ไม่มีอาการเจ็บ แดง หรือบวมร้อน
- ก้อนแบบอักเสบ เกิดจากการใช้ฟิลเลอร์ปลอม ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อฟิลเลอร์ จะมีอาการบวม แดง ร้อน เจ็บ และอาจมีการอักเสบติดเชื้อร่วมด้วย ซึ่งอันตรายกว่าและต้องรีบรักษาโดยเร็ว
การเลือกใช้ฟิลเลอร์ไม่เหมาะสม
ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อและรุ่นมีขนาดโมเลกุลและความหนาแน่นที่แตกต่างกัน ซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานในบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้าไม่เหมือนกัน หากเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีเนื้อแข็ง ขนาดโมเลกุลใหญ่ หรือความหนาแน่นสูงเกินไปมาฉีดบริเวณใต้ตาซึ่งมีผิวบาง จะทำให้เห็นฟิลเลอร์เป็นก้อนได้ง่าย
บริเวณใต้ตาควรใช้ฟิลเลอร์ที่มีเนื้อนุ่ม ละเอียด และกระจายตัวได้ดี เช่น Restylane Refyne, Juvederm Volbella หรือ Belotero Balance ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับผิวชั้นตื้นโดยเฉพาะ
การฉีดผิดชั้นผิวหนัง
โครงสร้างใบหน้ามีหลายชั้น ได้แก่ ชั้นผิวหนัง ชั้นไขมัน ชั้นกล้ามเนื้อ และชั้นกระดูก การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะต้องฉีดในชั้นที่ถูกต้องคือชั้นลึกหรือชั้นกระดูก ซึ่งเป็นชั้นที่อยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว
หากฉีดผิดชั้น เช่น ฉีดในชั้นผิวตื้นหรือชั้นกล้ามเนื้อที่มีการเคลื่อนไหว เวลายิ้มหรือขยับใบหน้าฟิลเลอร์จะถูกดันขึ้นมาเป็นก้อนที่มองเห็นได้ชัด นอกจากนี้การฉีดในชั้นตื้นยังทำให้เห็นเงาสีฟ้า-เขียวบริเวณใต้ตาได้อีกด้วย
ใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากเกินไป
การฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดก้อนใต้ตา โดยเฉพาะในคนไข้ที่มาทำหลายครั้งโดยไม่รอให้ฟิลเลอร์เก่าสลายก่อน ทำให้ฟิลเลอร์สะสมมากเกินไปและกองรวมกันเป็นก้อน
บริเวณใต้ตามีพื้นที่จำกัด และผิวบาง ปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสมต่อการฉีดแต่ละครั้งคือประมาณ 0.5-1 CC ต่อข้าง หากฉีดมากกว่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นก้อนและดูไม่เป็นธรรมชาติ
การใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน
ฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์ที่ไม่ผ่านการรับรองจาก อย. มักเป็นสารประเภทซิลิโคนเหลว พาราฟิน หรือสารชนิดถาวรอื่น ๆ ที่ไม่สามารถสลายตัวได้เอง เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง ไหลย้อย และไม่สามารถฉีดสลายได้
ปัญหานี้อันตรายมาก เพราะนอกจากจะเป็นก้อนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ และในกรณีรุนแรงอาจส่งผลต่อการมองเห็นได้ การแก้ไขต้องใช้วิธีขูดหรือผ่าตัดออก ซึ่งยากและซับซ้อนมาก
แพทย์ผู้ทำหัตถการขาดประสบการณ์
ความชำนาญและประสบการณ์ของแพทย์เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการป้องกันปัญหาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อน แพทย์ที่มีประสบการณ์จะเข้าใจกายวิภาคของใบหน้าอย่างลึกซึ้ง สามารถประเมินปัญหาและเลือกใช้ฟิลเลอร์รุ่นที่เหมาะสม ฉีดในปริมาณที่พอดี และวางยาในชั้นที่ถูกต้อง
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาถือเป็นหนึ่งในหัตถการที่มีความยาก เนื่องจากบริเวณนี้มีเส้นเลือด เส้นประสาท และผิวบางมาก จึงต้องอาศัยทักษะและความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ
ผิวหนังบางเกินไป
คนที่มีผิวหนังบางโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะบริเวณใต้ตา มีความเสี่ยงที่จะเห็นก้อนฟิลเลอร์หรือเงาสีของฟิลเลอร์ได้ง่ายกว่าคนที่มีผิวหนังหนา แม้จะฉีดในปริมาณและตำแหน่งที่ถูกต้องก็ตาม
ในกรณีเช่นนี้แพทย์ที่มีประสบการณ์จะต้องใช้เทคนิคพิเศษ เช่น การใช้ฟิลเลอร์เนื้อนุ่มพิเศษ หรือการฉีดในชั้นที่ลึกมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการมองเห็นก้อน
ระดับความอันตรายของก้อนฟิลเลอร์
กรณีที่ไม่อันตราย แต่ส่งผลต่อความสวยงาม
หากเป็นก้อนจากฟิลเลอร์แท้ที่ทำจาก Hyaluronic Acid ที่ฉีดผิดตำแหน่งหรือใช้ปริมาณมากเกินไป ปัญหานี้ไม่อันตรายต่อสุขภาพ แต่ส่งผลต่อความสวยงามและความมั่นใจ ก้อนเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาวต่อผิวหนัง
กรณีที่อันตรายและต้องรีบแก้ไข
หากเป็นก้อนจากฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีอาการอักเสบร่วมด้วย ถือว่าอันตรายมาก เนื่องจาก
- อาจเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เนื้อเยื่อเสียหายถาวร
- สารฟิลเลอร์ปลอมอาจแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น
- อาจกดทับเส้นเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่ทั่วถึง ส่งผลให้เนื้อเยื่อตาย
- ในกรณีรุนแรงอาจส่งผลถึงการมองเห็นได้
อาการที่บอกว่าต้องรีบพบแพทย์
หากพบอาการดังต่อไปนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด
- ก้อนใต้ตามีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ยุบลงภายใน 2-3 สัปดาห์
- มีอาการบวม แดง ร้อน หรือเจ็บบริเวณก้อน
- ผิวบริเวณใต้ตาเปลี่ยนเป็นสีคล้ำผิดปกติหรือมีแผล
- เกิดอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะดีขึ้น
- มีอาการมองเห็นไม่ชัดหรือมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา
การรอดูอาการในช่วงแรก
หากเพิ่งฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาและพบว่าเป็นก้อนเล็กน้อย โดยไม่มีอาการอักเสบ ควรรอดูอาการประมาณ 3-7 วันก่อน เพราะบางครั้งอาจเป็นเพียงอาการบวมชั่วคราวจากการฉีด ซึ่งจะค่อย ๆ ยุบลงและฟิลเลอร์จะค่อย ๆ เข้าที่ได้เอง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกดหรือนวดก้อนด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งอื่นหรือปัญหาแย่ลงได้
การฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วย Hyaluronidase
นี่คือวิธีที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดสำหรับฟิลเลอร์แท้ที่ทำจาก Hyaluronic Acid โดย Hyaluronidase เป็นเอนไซม์ที่สามารถสลายโครงสร้างของ Hyaluronic Acid ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย – ฉีดสลายฟิลเลอร์ กู้คืนใบหน้าจากฟิลเลอร์เป็นก้อน ด้วยวิธีการแก้ไขที่ได้ผล
ขั้นตอนการฉีดสลายฟิลเลอร์
- แพทย์จะประเมินปริมาณฟิลเลอร์ที่ต้องการสลายและคำนวณปริมาณ Hyaluronidase ที่เหมาะสม
- ฉีด Hyaluronidase เข้าไปในบริเวณที่มีก้อนฟิลเลอร์
- รอประมาณ 15-20 นาที จะเริ่มเห็นผลว่าก้อนค่อย ๆ ยุบลง
- ภายใน 1-3 วัน ฟิลเลอร์จะสลายไปประมาณ 60-80%
- หากยังมีก้อนเหลืออยู่ อาจต้องฉีดสลายเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
ข้อดีของวิธีนี้
- ได้ผลรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง
- ไม่ต้องผ่าตัด มีความเจ็บปวดน้อย
- ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที
- หลังฟิลเลอร์สลายหมดแล้วสามารถฉีดฟิลเลอร์ใหม่ได้อีกครั้ง
ข้อจำกัด
- ใช้ได้เฉพาะฟิลเลอร์ที่ทำจาก Hyaluronic Acid เท่านั้น
- อาจต้องทำหลายครั้งหากก้อนมีขนาดใหญ่หรือฟิลเลอร์อยู่ลึก
การขูดฟิลเลอร์
วิธีนี้ใช้สำหรับฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์ชนิดถาวรที่ไม่สามารถฉีดสลายได้ โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษขูดก้อนฟิลเลอร์ออกผ่านแผลขนาดเล็ก
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการขูดฟิลเลอร์
- เหมาะสำหรับก้อนฟิลเลอร์ที่อยู่ตื้นใกล้ผิวหนัง
- สามารถขูดออกได้ประมาณ 60-70% ไม่สามารถขูดออกได้ทั้งหมด
- อาจเกิดรอยแผลเป็นเล็กน้อย
- ต้องทำในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม
- เวลาฟื้นตัวนานกว่าการฉีดสลาย
การผ่าตัดเพื่อนำฟิลเลอร์ออก
เป็นวิธีสุดท้ายสำหรับกรณีที่ก้อนฟิลเลอร์มีขนาดใหญ่มาก แข็งมาก มีการเกาะติดกับเนื้อเยื่อและกระดูกอย่างแน่นหนา หรือไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีอื่นได้
การผ่าตัดนี้จำเป็นต้องทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใต้ตามีเส้นเลือดและเส้นน เส้นประสาทสำคัญจำนวนมาก จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการผ่าตัด
- เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อวิธีอื่นไม่สามารถแก้ไขได้
- ต้องทำในห้องผ่าตัดที่มีมาตรฐาน
- มีความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็น
- ระยะเวลาในการฟื้นตัวนานกว่าวิธีอื่น
- ค่าใช้จ่ายสูงกว่า
การดูแลหลังการแก้ไข
หลังจากได้รับการแก้ไขปัญหาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อนแล้ว การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดบริเวณที่รักษาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
- ประคบเย็นเบา ๆ หากมีอาการบวม
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและกิจกรรมที่ทำให้ร้อน เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
- ทานยาแก้ปวดหรือยาลดการอักเสบตามที่แพทย์สั่ง
- นัดติดตามผลกับแพทย์ตามกำหนด
การเลือกคลินิกและแพทย์
- ตรวจสอบใบอนุญาตของคลินิก คลินิกต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล มีเลขทะเบียน 11 หลัก และแสดงใบอนุญาตไว้ให้เห็นชัดเจน
- ตรวจสอบคุณวุฒิของแพทย์ ตรวจสอบว่าเป็นแพทย์จริงจากเว็บไซต์แพทยสภา และควรเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังหรือศัลยกรรมความงาม
- ศึกษาประสบการณ์และผลงาน ดูรีวิวจากแหล่งที่เป็นกลาง เช่น Facebook, Google Map, Pantip หรือขอดูผลงานก่อน-หลังของคนไข้จริง โดยเฉพาะในเคสฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
- สถานที่ตั้งและบรรยากาศ เลือกคลินิกที่อยู่ในทำเลที่น่าเชื่อถือ มีพื้นที่สะอาด กว้างขวาง มีห้องทำหัตถการที่เป็นสัดส่วน
การตรวจสอบฟิลเลอร์แท้
ก่อนการฉีดควรขอดูกล่องฟิลเลอร์และตรวจสอบดังนี้
- มีเลขทะเบียน อย. ตรวจสอบว่ามีเลขทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมีเอกสารกำกับภาษาไทย
- ตรวจสอบเลข Lot เลข Lot บนกล่อง ซอง สติกเกอร์ และหลอดต้องตรงกันทั้งหมด
- แกะกล่องต่อหน้า แพทย์ควรแกะกล่องฟิลเลอร์ต่อหน้าคนไข้ทุกครั้ง และให้คนไข้เก็บกล่องกลับบ้านได้
- ตรวจสอบกับบริษัทนำเข้า สามารถโทรสอบถามเลข Lot และคลินิกกับบริษัทนำเข้าได้
การปรึกษาก่อนการรักษา
การปรึกษาที่ดีควรมีรายละเอียดดังนี้
- การประเมินปัญหาอย่างละเอียด แพทย์ควรซักประวัติ ตรวจสอบโครงสร้างใบหน้า และวิเคราะห์ปัญหาที่ต้องการแก้ไข
- การวางแผนการรักษา แพทย์ควรอธิบายแผนการรักษา ชนิดและรุ่นของฟิลเลอร์ที่จะใช้ ปริมาณที่เหมาะสม และจุดที่จะฉีด
- การให้ข้อมูลที่ครบถ้วน แพทย์ควรอธิบายทั้งข้อดีและข้อเสีย ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และวิธีการดูแลหลังการรักษา
- ไม่มีการบังคับหรือเร่งรัด คลินิกที่ดีจะไม่มีเซลส์มากดดัน หรือบังคับให้ตัดสินใจทันที
บทสรุป
การ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อน เป็นปัญหาที่พบได้ไม่น้อยในการทำหัตถการความงาม แต่สามารถป้องกันและแก้ไขได้หากมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สาเหตุหลักมาจากการใช้ฟิลเลอร์ไม่เหมาะสม การฉีดผิดเทคนิค หรือการเลือกคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน
หากพบปัญหาฟิลเลอร์เป็นก้อน สามารถแก้ไขได้ด้วยหลายวิธี โดยวิธีที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับฟิลเลอร์แท้คือการฉีดสลายด้วย Hyaluronidase ซึ่งปลอดภัยและได้ผลรวดเร็ว ส่วนฟิลเลอร์ปลอมอาจต้องใช้วิธีขูดหรือผ่าตัด
การป้องกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด การเลือกคลินิกและแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ตรวจสอบฟิลเลอร์แท้ และปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาของคุณได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและเป็นธรรมชาติ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเลือกเพียงแค่ราคาถูก แต่ควรคำนึงถึงความปลอดภัยและคุณภาพของการรักษาเป็นหลัก เพราะการแก้ไขปัญหาภายหลังอาจใช้เวลา ค่าใช้จ่าย และสร้างความเครียดมากกว่าการเลือกทำกับคลินิกที่ดีตั้งแต่แรก หากมีข้อสงสัยหรือพบความผิดปกติใด ๆ หลังการฉีดฟิลเลอร์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุดเพื่อการแก้ไขที่ทันท่วงทีและได้ผลดีค่ะ
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic


