ฟิลเลอร์หน้าผากใช้กี่ cc ถึงจะเหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นหน้าผากแบน หน้าผากบุ๋ม หรือมีริ้วรอย สามารถทำให้ใบหน้าดูไม่มีมิติและดูแก่กว่าวัย
การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากเป็นการฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) เข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีปัญหา ช่วยเพิ่มความโหนกนูน แก้ไขริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้มีมิติมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลทันที และฟื้นตัวเร็ว
1. สำหรับการแก้ไขริ้วรอยหรือร่องบนหน้าผาก
- ใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1-2 CC
- เหมาะสำหรับการเติมเต็มร่องเหนือคิ้วหรือริ้วรอยเล็กๆ บนหน้าผาก
- ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ เพียงแค่เติมเต็มให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
2. สำหรับการแก้ไขหน้าผากแบนหรือบุ๋ม
- ใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 3-5 CC
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความโหนกนูนให้หน้าผาก
- ช่วยปรับรูปหน้าให้มีมิติและสัดส่วนที่สวยงามมากขึ้น
3. สำหรับการเสริมโหงวเฮ้งและปรับรูปหน้าทั้งหมด
- อาจต้องใช้ฟิลเลอร์ 5-10 CC
- แนะนำให้ทยอยฉีด ไม่ควรเกินครั้งละ 5 CC
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับโครงหน้าให้ได้สัดส่วนตามหลักโหงวเฮ้ง
แพทย์มักแนะนำให้ทยอยฉีดฟิลเลอร์หน้าผากไม่เกิน 5 CC ต่อครั้ง เนื่องจากการฉีดในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดการกดทับเนื้อเยื่อและทำให้เกิดอาการบวมบริเวณรอบดวงตา หากยังไม่พอใจกับผลลัพธ์ สามารถกลับมาเติมเพิ่มได้ในครั้งถัดไป
เลือกยี่ห้อฟิลเลอร์หน้าผากอย่างไรให้เหมาะสม
การเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสมเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสำหรับการฉีดหน้าผากควรมีลักษณะเนื้อนิ่ม เกลี่ยง่าย และมีความคงตัวดี ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมสำหรับการฉีดหน้าผาก ได้แก่
- Juvederm Volbella: มีเนื้อละเอียด นิ่ม ให้ความเรียบเนียน อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน
- Restylane Vital Light: เนื้อละเอียด เกลี่ยง่าย ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน
- Belotero Balance : มีความคงตัวสูง เหมาะสำหรับการเติมเต็มริ้วรอยและหน้าผากบุ๋ม
ราคาฟิลเลอร์หน้าผากขึ้นอยู่กับยี่ห้อและคลินิกที่เลือกใช้บริการ โดยทั่วไปราคาอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อ 1 CC
| อ่านเพิ่มเติม ฉีดฟิลเลอร์หน้าผากอันตรายไหม ?
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์หน้าผากและการดูแลตัวเองหลังฉีด
การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากใช้เวลาไม่นาน แต่การเตรียมตัวที่ดีและการดูแลหลังฉีดที่ถูกต้องมีผลโดยตรงต่อความสวยงามและความปลอดภัยของผลลัพธ์
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก
เริ่มต้นด้วยการปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินโครงหน้าและกำหนดปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล จากนั้นแพทย์จะทาครีมชาเฉพาะที่บริเวณหน้าผากทิ้งไว้ประมาณ 20–30 นาที ก่อนทำความสะอาดผิวและเริ่มฉีดฟิลเลอร์ตามจุดที่วางแผนไว้ โดยใช้เข็มหรือแคนนูลาตามความเหมาะสม กระบวนการฉีดจริงใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที หลังเสร็จแพทย์จะนวดเกลี่ยเนื้อฟิลเลอร์ให้กระจายตัวสม่ำเสมอ ก่อนส่องกระจกดูผลเบื้องต้นร่วมกัน
การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก
ช่วง 24–48 ชั่วโมงแรกถือเป็นช่วงสำคัญที่สุด เนื่องจากฟิลเลอร์ยังไม่ยึดเกาะเต็มที่ โดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้
- หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือขยี้ บริเวณหน้าผากอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง
- ไม่สวมแว่นที่กดทับหน้าผาก ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก
- หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น ซาวน่า ออนเซน หรือออกกำลังกายหนักในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพราะความร้อนจะทำให้เกิดอาการบวมมากขึ้น
- ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังฉีด เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้เส้นเลือดขยายตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยฟกช้ำ
- ประคบเย็น ได้เบาๆ หากมีอาการบวมหรือปวด โดยใช้ผ้าห่อน้ำแข็งและไม่กดโดยตรงกับผิว
- หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์อื่น บริเวณใกล้เคียงอย่างน้อย 2 สัปดาห์
อาการบวมเล็กน้อยและรอยฟกช้ำเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังการฉีด และมักหายได้เองภายใน 5–7 วัน ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะเห็นได้ชัดเจนหลังอาการบวมยุบลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจใช้เวลา 1–2 สัปดาห์ | สรุปข้อปฏิบัติ-การดูแลตัวเองให้ถูกวิธี ลดผลข้างเคียง
กลุ่มที่เหมาะสมกับการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก
- ผู้ที่มีหน้าผากแบนราบ ไม่โหนกนูน ทำให้ใบหน้าดูไม่มีมิติ
- ผู้ที่มีหน้าผากบุ๋มหรือเว้าไม่สม่ำเสมอ
- ผู้ที่เริ่มมีร่องหรือริ้วรอยแนวนอนบนหน้าผากจากการแสดงสีหน้า
- ผู้ที่ต้องการปรับสัดส่วนโครงหน้าโดยรวมให้สวยงามขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด
- ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีความคาดหวังที่สมเหตุสมผล
กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อน
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร — ยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอในกลุ่มนี้
- ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบในฟิลเลอร์ เช่น Hyaluronic Acid หรือ Lidocaine ที่ใช้เป็นยาชา
- ผู้ที่มีการอักเสบหรือการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด ควรรักษาให้หายสนิทก่อน
- ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด เช่น Warfarin หรือ Aspirin ในขนาดสูง ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยฟกช้ำ
- ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออยู่ระหว่างการรับเคมีบำบัด
- ผู้ที่เพิ่งทำหัตถการบริเวณใกล้เคียง เช่น เลเซอร์ หรือ thread lift ควรเว้นระยะอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์
สิ่งสำคัญที่สุดคือการแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบอย่างครบถ้วน เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
ฟิลเลอร์หน้าผากกี่ cc ถึงจะเห็นผลชัดเจน?
โดยทั่วไปการฉีดฟิลเลอร์หน้าผากตั้งแต่ 2 cc ขึ้นไปจะเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความโหนกนูนอย่างมีนัยสำคัญ แพทย์มักแนะนำที่ 3–5 cc ต่อครั้ง และอาจนัดเติมเพิ่มภายหลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างหน้าผากของแต่ละบุคคล
ฉีดฟิลเลอร์หน้าผากแล้วบวมนานไหม?
อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์หน้าผากมักเกิดขึ้นในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก และจะค่อยๆ ยุบลงภายใน 5–7 วัน บางรายอาจมีรอยฟกช้ำร่วมด้วย ซึ่งหายได้เองใน 1–2 สัปดาห์ ผลลัพธ์จริงจะเห็นได้ชัดเจนหลังอาการบวมยุบลงสมบูรณ์
ฟิลเลอร์หน้าผากอยู่ได้นานแค่ไหน?
ฟิลเลอร์ HA ที่ใช้ฉีดหน้าผากโดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ ปริมาณที่ใช้ และการดูแลตัวเองหลังฉีด โดยบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อน้อย เช่น หน้าผากส่วนบน ฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานกว่าบริเวณที่มีการขยับมาก
ฉีดฟิลเลอร์หน้าผากแล้วเจ็บไหม?
โดยทั่วไปแพทย์จะทาครีมชาก่อนฉีดประมาณ 20–30 นาที ทำให้ความเจ็บปวดในระหว่างการฉีดอยู่ในระดับน้อยมาก ผู้รับบริการส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อยระหว่างขั้นตอน นอกจากนี้ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่มี Lidocaine ผสมอยู่ ช่วยลดอาการเจ็บปวดระหว่างและหลังการฉีดได้อีกด้วย
ฉีดฟิลเลอร์หน้าผากแล้วฉีดสลายได้ไหม หากไม่พอใจผลลัพธ์?
ได้ค่ะ เนื่องจากฟิลเลอร์หน้าผากส่วนใหญ่เป็นประเภท Hyaluronic Acid (HA) สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ออกได้ด้วยยา Hyaluronidase หากไม่พอใจผลลัพธ์หรือเกิดผลข้างเคียง โดยผลการละลายจะเห็นได้ภายใน 1–2 วัน และควรรอประมาณ 1–2 สัปดาห์ก่อนการฉีดฟิลเลอร์ใหม่
สรุป
สำหรับการฉีด ฟิลเลอร์หน้าผากใช้กี่ cc โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 1-5 cc ต่อครั้ง และอาจต้องใช้รวม 3-10 cc สำหรับการปรับรูปหน้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดสำคัญอยู่มาก การฉีดผิดวิธีอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ นอกจากการเลือกปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสมแล้ว การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน การเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ดี และการดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างถูกต้อง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยนะคะ
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic


