รีแพร์ ตัวช่วยกระชับช่องคลอด คืออะไร
รีแพร์ ตัวช่วยกระชับช่องคลอด คืออะไร? ราคา-วิธีเลือกคลินิกที่ไหนดี

รีแพร์ ตัวช่วยกระชับช่องคลอด คืออะไร? ราคา-วิธีเลือกคลินิกที่ไหนดี

RWC Clinic สรุปให้

  • รีแพร์ คือหัตถการกระชับช่องคลอดที่มีทั้งแบบผ่าตัด (ใช้แผ่นพยุงตาข่าย Mesh) และแบบไม่ผ่าตัดด้วยพลังงานคลื่นวิทยุ RF ซึ่งไม่ต้องดมยาสลบและไม่มีแผลผ่าตัด
  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาช่องคลอดหลวมระดับเริ่มต้น ปัสสาวะเล็ด ช่องคลอดแห้ง หรือหย่อนคล้อยหลังคลอดบุตร แต่ไม่เหมาะกับภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนรุนแรงที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น
  • ใช้เวลาทำเพียง 30–40 นาทีต่อครั้ง เจ็บน้อย ไม่ต้องพักฟื้น โดยทั่วไปทำต่อเนื่อง 2–3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์ จึงจะเห็นผลชัดเจน
  • RWC Clinic ใช้เครื่อง Forma-V เทคโนโลยี RF ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ลึกถึงชั้นใต้ผิวหนัง ให้ผลลัพธ์ทั้งความกระชับ ความชุ่มชื้น และลดปัสสาวะเล็ด ราคาประมาณ 18,000–22,000 บาทต่อครั้ง
  • ควรเลือกทำกับคลินิกที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ผู้มีประสบการณ์เฉพาะทางเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

รีแพร์ คืออะไร

รีแพร์ (Repair) คือหัตถการตกแต่งซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อภายในช่องคลอดที่หย่อนยาน ให้กลับมากระชับยิ่งขึ้น ทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางของช่องคลอดเล็กลงและเกิดการหดรัดตัวที่ดีกว่าเดิมตลอดแนวความลึกของช่องคลอด รวมถึงการตกแต่งเนื้อเยื่อและผิวหนังบริเวณปากช่องคลอดด้วย

รีแพร์ คืออะไร

การรีแพร์แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

  • การผ่าตัดรีแพร์ ใช้แผ่นพยุงตาข่ายพิเศษ (Mesh) ฝังไว้ในผนังช่องคลอดเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ผลลัพธ์มีความสำเร็จสูงถึง 95% ในการแก้ไขปัญหาช่องคลอดหย่อนยาน เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงรุนแรง
  • รีแพร์แบบไม่ผ่าตัด ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ RF (Radio Frequency) ปล่อยพลังงานอ่อนในความถี่ที่ปลอดภัย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาช่องคลอดหลวมระดับเริ่มต้น

สาเหตุของปัญหาช่องคลอดหลวมที่ต้องรีแพร์

ปัญหาช่องคลอดหลวมเกิดจากภาวะอุ้งเชิงกรานหรือกระบังลมหย่อนคล้อย ซึ่งมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย เช่น

สาเหตุของปัญหาช่องคลอดหลวมที่ต้องรีแพร์
  • การมีเพศสัมพันธ์มาเป็นเวลานาน
  • การตั้งครรภ์และคลอดบุตรทางช่องคลอด โดยเฉพาะการคลอดหลายครั้ง หรือทารกตัวใหญ่
  • การคลอดที่ไม่ได้ใช้เทคนิคที่ถูกต้องเหมาะสม
  • ความเสื่อมของเนื้อเยื่อตามอายุที่มากขึ้น
  • ภาวะอ้วนหรือผอมมากเกินไป
  • การต้องออกแรงเกร็งหรือเบ่งบริเวณช่องท้องเป็นประจำ เช่น การยกของหนัก
  • โรคประจำตัวบางชนิด เช่น ไอเรื้อรัง ท้องผูกเรื้อรัง หรือมีก้อนในช่องท้อง ซึ่งเพิ่มแรงดันในอุ้งเชิงกราน
  • การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทองที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง

ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำรีแพร์ เพื่อเพิ่มความกระชับให้ช่องคลอดกลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติ

| อ่านเพิ่มเติม: ป้องกันปัญหาจิ๋มตด สาเหตุลมในช่องคลอด

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน 3 รูปแบบ

ทางการแพทย์แบ่งภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนที่เกี่ยวข้องกับการทำรีแพร์เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน 3 รูปแบบ
  1. ผนังช่องคลอดส่วนหน้าหย่อนคล้อย มีกระเพาะปัสสาวะหย่อนตาม (Cystocele) ทำให้ปวดหน่วงในอุ้งเชิงกราน หรือมีก้อนจุกที่ปากช่องคลอด แก้ไขด้วยการผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดส่วนหน้า (Anterior Vaginal Repair)
  2. ผนังช่องคลอดส่วนหลังหย่อนคล้อย มีลำไส้ส่วนทวารหนักหย่อนตาม (Rectocele) ทำให้ปวดหน่วง มีก้อนจุก และท้องผูก แก้ไขด้วยการผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดส่วนหลัง (Posterior Vaginal Repair)
  3. หย่อนคล้อยทั้งผนังหน้าและหลัง แก้ไขด้วยการผ่าตัดรีแพร์ทั้งสองส่วน (A-P Repair)

ข้อควรทราบ: การทำรีแพร์แบบไม่ผ่าตัดมีข้อจำกัดที่สามารถรักษาได้เฉพาะระดับเริ่มต้นที่มีความหย่อนคล้อยไม่มากเท่านั้น หากมีความหย่อนคล้อยมากกว่านั้น แพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนเป็นการผ่าตัดแทน – ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน แก้อย่างไร

รีแพร์เหมาะกับใครบ้าง?

รีแพร์เหมาะกับใครบ้าง?
  • ผู้ที่มีปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ เช่น เจ็บปวด ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือไม่ถึงจุดสุดยอด เนื่องจากช่องคลอดหย่อนยานหรือแคมใหญ่ผิดปกติ
  • ผู้ที่มีอาการเจ็บบริเวณจุดซ่อนเร้นจากภาวะ Labial Hypertrophy ที่รบกวนกิจกรรมประจำวันหรือการมีเพศสัมพันธ์
  • ผู้ที่มีการไหลเวียนเลือดบริเวณอวัยวะเพศน้อย ทำให้การรับรู้ความรู้สึกทางเพศลดลงหรือช้าลง
  • ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อช่องคลอดหย่อนยานจากการคลอดบุตร การลดน้ำหนัก หรือความเสื่อมตามวัย
  • ผู้ที่มีริ้วรอยและสูญเสียความยืดหยุ่นบริเวณภายนอกของจุดซ่อนเร้นจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหรือวัยที่มากขึ้น
  • ผู้ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดโดยไม่ตั้งใจเวลาไอ จาม หรือออกแรง

การรีแพร์แบบไม่ผ่าตัด ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนรุนแรง ซึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการผ่าตัดแทนนะคะ

เครื่อง Forma-V เทคโนโลยีที่ RWC Clinic ใช้

เครื่อง Forma-V เทคโนโลยีที่ RWC Clinic ใช้

RWC Clinic ใช้เครื่อง FORMA-V เทคโนโลยี RF (Radio Frequency) ที่ออกแบบมาเพื่อกระชับช่องคลอดโดยเฉพาะ จุดเด่นคือสามารถส่งพลังงานเข้ากระชับผิวได้ลึกถึงชั้นใต้ผิวหนัง หัวเครื่องมีขนาดเพียง 2 x 1.5 เซนติเมตร ให้ความรู้สึกอ่อนโยน ไม่เจ็บแสบ เพียงรู้สึกอุ่น ๆ ระหว่างทำ

นอกจากผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันทีหลังการรักษา คลื่นวิทยุยังกระตุ้นกระบวนการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้นในระยะยาว ลดการสูญเสียเลือดและความบอบช้ำของเนื้อเยื่อ เจ็บน้อยกว่าและฟื้นตัวเร็วกว่าวิธีอื่น

ขั้นตอนการรักษาและความถี่

ขั้นตอนการรักษาและความถี่
  • แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 30–40 นาที
  • ทำต่อเนื่อง 2–3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์ ทั้งนี้จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับระดับปัญหา ความกังวล และความคาดหวังของแต่ละบุคคล ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมที่สุด
  • ผู้เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เช่น ช่องคลอดชุ่มชื้นขึ้น ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ
  • กระบวนการสร้างคอลลาเจนหลังทำจะดำเนินต่อเนื่องไปอีกประมาณ 2 เดือน

การเตรียมตัวก่อน-หลังทำรีแพร์

การเตรียมตัวก่อน-หลังทำรีแพร์

ก่อนเข้ารับการรักษา

  • กำจัดขนบริเวณจุดซ่อนเร้นก่อนเข้ารับบริการ
  • สามารถเข้ารับบริการก่อนมีประจำเดือน 7 วัน หรือหลังหมดประจำเดือนแล้ว 7 วัน
  • ไม่สามารถรับบริการได้ขณะมีประจำเดือน

หลังทำรีแพร์

  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนจัดหรือแช่อ่างน้ำร้อนอย่างน้อย 2 วัน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวบริเวณที่รักษาหรือมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 1–2 วัน
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น แสบร้อน ติดเชื้อ บวมแดงผิดปกติ ให้รีบติดต่อแพทย์ผู้ทำการรักษาทันที
  • แนะนำใช้แผ่นอนามัยที่ไม่มีส่วนผสมน้ำหอมหรือสูตรเย็นรองผิวหลังทำ

ข้อดี-ข้อเสียของการทำรีแพร์แบบไม่ผ่าตัด

ข้อดี-ข้อเสียของการทำรีแพร์แบบไม่ผ่าตัด

ข้อดี

  • ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ จึงไม่มีแผลผ่าตัดและลดความเสี่ยงจากการดมยา
  • เจ็บน้อย ใช้เวลาทำไม่นาน กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  • ฟื้นตัวเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นนาน
  • ช่วยฟื้นฟูหลายปัญหาในคราวเดียว ทั้งความกระชับ อาการปัสสาวะเล็ดเล็กน้อย ความชุ่มชื้น และการไหลเวียนเลือด
  • ความเสี่ยงต่ำเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน

ข้อเสีย

  • ต้องทำหลายครั้งจึงเห็นผลชัดเจน และอาจต้องทำซ้ำในอนาคตเพื่อคงผลลัพธ์
  • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ทั้งระดับความหย่อนคล้อย อายุ และสภาพเนื้อเยื่อ
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะหย่อนรุนแรง ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแทน
  • มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะทาง
  • อาจเกิดอาการข้างเคียงเล็กน้อยชั่วคราว เช่น รู้สึกอุ่น แสบเล็กน้อย บวมแดง หรือตกขาวเพิ่มขึ้นในช่วงสั้น ๆ

ราคาทำรีแพร์ที่ RWC Clinic

ราคาทำรีแพร์ที่ RWC Clinic

ราคาทำรีแพร์ด้วยเครื่อง Forma-V ที่ RWC Clinic อยู่ที่ประมาณ 18,000–22,000 บาทต่อครั้ง ทั้งนี้ราคาสุดท้ายขึ้นอยู่กับการประเมินระดับความหย่อนคล้อยและแผนการรักษาที่แพทย์ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล แนะนำให้สอบถามราคาที่แน่นอนและโปรโมชันปัจจุบัน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาแต่ละคลินิกแตกต่างกัน ได้แก่ มาตรฐานและใบอนุญาตของคลินิก ประสบการณ์เฉพาะทางของแพทย์ผู้ทำหัตถการ คุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ จำนวนครั้งตามแผนการรักษา และบริการติดตามผลหลังทำ

ข้อควรระวัง: ราคาที่ถูกผิดปกติอาจมาพร้อมความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น เครื่องมือไม่ได้มาตรฐานหรือแพทย์ขาดประสบการณ์เฉพาะทาง ควรตรวจสอบใบอนุญาตของแพทย์และคลินิกก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

วิธีเลือกคลินิกทำรีแพร์ให้ปลอดภัย

ทำไมต้องทำรีแพร์ที่ RWC Clinic
  • ตรวจสอบว่าคลินิกได้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลจากกระทรวงสาธารณสุข
  • ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ (เลข ว.)
  • สอบถามประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระชับช่องคลอดของแพทย์
  • ดูรีวิวและผลงานจริงจากผู้เข้ารับบริการก่อนหน้า
  • เลือกคลินิกที่มีการประเมินสภาพร่างกายเป็นรายบุคคลก่อนวางแผนการรักษา ไม่ใช้แผนเดียวกับทุกคน

ทำไมต้องทำรีแพร์ที่ RWC Clinic

RWC Clinic ให้บริการรีแพร์ด้วยเครื่อง Forma-V ภายใต้การดูแลของ ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ (หมอขนม) แพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมทีมแพทย์ที่ประเมินและวางแผนการรักษาเป็นรายบุคคล เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและตรงตามความคาดหวัง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รีแพร์คืออะไร ต่างจากการผ่าตัดกระชับช่องคลอดยังไง

รีแพร์คือการซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อช่องคลอดให้กระชับขึ้น มีทั้งแบบผ่าตัดที่ใช้แผ่นตาข่ายพยุง และแบบไม่ผ่าตัดที่ใช้พลังงาน RF ซึ่งไม่ต้องดมยาสลบและไม่มีแผล

ทำรีแพร์เจ็บไหม ต้องพักฟื้นกี่วัน

รีแพร์แบบไม่ผ่าตัดเจ็บน้อย ระหว่างทำจะรู้สึกอุ่น ๆ เท่านั้น ไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที เพียงงดสัมผัสหรือมีเพศสัมพันธ์ 1–2 วัน

ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผลชัดเจน

โดยทั่วไปทำต่อเนื่อง 2–3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์ ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรก

ผลลัพธ์ของรีแพร์อยู่ได้นานแค่ไหน

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยทั่วไปการดูแลรักษาต่อเนื่องและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานขึ้น

ใครไม่ควรทำรีแพร์แบบไม่ผ่าตัด

ผู้ที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนรุนแรง หรืออยู่ระหว่างมีประจำเดือน ไม่เหมาะกับวิธีนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อน

หลังคลอดบุตรทำรีแพร์ได้เมื่อไหร่

สามารถทำได้ เพื่อช่วยฟื้นฟูช่องคลอดหลังคลอดที่อาจหย่อนคล้อยหรือมีปัสสาวะเล็ด ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายก่อน

รีแพร์ช่วยเรื่องปัสสาวะเล็ดได้จริงไหม

การกระชับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยรีแพร์ช่วยเสริมความแข็งแรงของหูรูดปัสสาวะ ซึ่งช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ดที่มีสาเหตุจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

คลิปรีวิวการทำรีแพร์

สรุป

รีแพร์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพผู้หญิงที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความกระชับ ความชุ่มชื้น และความมั่นใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาช่องคลอดหลวมระดับเริ่มต้นและไม่ต้องการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม การเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้มีประสบการณ์และเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาปลอดภัยและตรงตามความคาดหวัง

การดูแลสุขภาพจุดซ่อนเร้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือการใส่ใจคุณภาพชีวิตของตัวเอง หากมีข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจทำรีแพร์ทุกครั้ง

ได้รับความสนใจจากสื่อหลากหลายช่องทาง

รางวัลรีเเพร์ RWC

CONTACT FOR SPECIAL PRIVILEGES

กดด้านล่างติดต่อเราเพื่อสอบถามรายละเอียดและสิทธิ์อื่นๆ

ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic

ทีมเเพทย์ RWC
เขียนและตรวจสอบโดย: ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ (MD, Ph.D.)  |  อัปเดตล่าสุด: 3 สิงหาคม 2026