ฟิลเลอร์ (Filler) รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนฉีดครั้งแรก
ฟิลเลอร์ (Filler) รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนฉีด

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร? ฉีดครั้งแรกต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

RWC Clinic สรุปให้

  • ฉีดฟิลเลอร์ คือการใช้สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิก แอซิด เพื่อปรับแก้โครงสร้างใบหน้าและเติมร่องลึกให้ดูตื้นขึ้น ช่วยปรับสภาพผิวที่ดูอิดโรยจากการใช้ชีวิตหนัก ๆ ให้กลับมาดูสดใส
  • ตรวจเช็ครหัสตัวยาและกล่องผลิตภัณฑ์ทุกครั้งก่อนทำเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับของแท้ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการแพ้ สารตกค้าง หรือการเปลี่ยนรูปของตัวยาเมื่อเวลาผ่านไป
  • หลังรับบริการสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ทันที แต่กลุ่มที่ออกกำลังกายหนักควรพักการเข้ายิมหรือการงดปะทะบริเวณใบหน้าอย่างน้อย 2 วันเพื่อให้ตัวยาคงรูปได้ดี
  • ผลลัพธ์ที่ได้จะคงอยู่ประมาณ 6 – 18 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นของยาและพฤติกรรมการดูแลตัวเอง ช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีและมั่นใจในทุกกิจกรรม
RWC Clinic สรุปให้

การฉีดฟิลเลอร์ ทางออกสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องร่องลึกใต้ตา แก้มตอบ หรือต้องการปรับรูปหน้าให้ดูมีมิติมากขึ้นโดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัดใหญ่

บทความนี้ RWC Clinic ได้เตรียมข้อมูลเรื่องวิธีเลือกยี่ห้อที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การตรวจเช็คยาแท้ และเทคนิคดูแลตัวเองเพื่อลดโอกาสเกิดรอยเข็มหรืออาการบวมช้ำหลังทำไว้ให้แล้วค่ะ

การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร ? ทำไมถึงได้รับความนิยม

การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร ? ทำไมถึงได้รับความนิยม

การฉีดฟิลเลอร์ คือการใช้สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) ฉีดเข้าสู่ชั้นผิวเพื่อทดแทนส่วนที่สึกหรอหรือปรับแต่งโครงสร้างใบหน้าให้สมดุล สารตัวนี้มีคุณสมบัติเด่นในการอุ้มน้ำช่วยให้ผิวบริเวณที่ฉีดดูอิ่มฟูและเรียบเนียนขึ้นหลังจากตัวยากระจายตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อ การเลือกใช้สารชนิดนี้ช่วยแก้ปัญหาร่องลึกบริเวณใต้ตา ร่องแก้ม หรือใช้เพื่อเสริมมิติบริเวณคางและริมฝีปากโดยไม่ทิ้งรอยแผลเหมือนการผ่าตัด

เหตุผลที่วิธีนี้ได้รับความสนใจในวงกว้างเป็นเพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและใช้เวลาพักฟื้นน้อยมาก ตัวยาไฮยาลูโรนิกสามารถสลายตัวไปเองตามธรรมชาติและมีความเสี่ยงน้อยกว่าสารเติมเต็มชนิดถาวรในอดีต ถ้าต้องการปรับแก้หรือนำสารออกก็สามารถใช้ตัวยาฉีดสลายฟิลเลอร์ได้ทันทีโดยไม่เจ็บตัวซ้ำซ้อน ผู้รับบริการส่วนใหญ่ใช้เวลาในห้องหัตถการไม่เกิน 30 นาที และสามารถใช้ชีวิตประจำวันต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้รอยช้ำหายค่ะ

 

เปรียบเทียบ ฉีดฟิลเลอร์ กับ เติมไขมัน ต่างกันอย่างไร ?

เปรียบเทียบ ฉีดฟิลเลอร์ กับ เติมไขมัน ต่างกันอย่างไร ?

การเลือกฉีดฟิลเลอร์เน้นความสะดวกและเริ่มเห็นผลลัพธ์ได้หลังทำ ส่วนการเติมไขมันบนใบหน้าเหมาะกับคนที่ต้องการปรับปริมาตรใบหน้าในจุดที่กว้างกว่าพร้อมได้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน ส่วนสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid ช่วยเติมเต็มร่องลึกหรือปรับรูปหน้าได้ตรงจุดโดยไม่ต้องผ่าตัด รอยเข็มขนาดเล็กจะหายไปเองภายในไม่กี่วันและยังสามารถปรับแต่งหรือสลายออกได้ทันทีถ้าต้องการแก้ไขรูปทรงในอนาคต

กระบวนการเติมไขมันต้องอาศัยการดูดไขมันส่วนเกินจากหน้าท้องหรือต้นขามาสกัดแยกเซลล์ที่แข็งแรงก่อนนำมาฉีดกลับเข้าไปใหม่ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องอาการแพ้ได้ดีเพราะเป็นเนื้อเยื่อจากร่างกายตัวเอง แต่อาจมีอาการบวมเขียวช้ำมากกว่าและต้องใช้เวลาพักฟื้นเฉลี่ย 7 ถึง 14 วันเพื่อให้เซลล์ไขมันเซตตัวเข้ากับเนื้อเยื่อเดิมได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ

รายละเอียดการฉีดฟิลเลอร์การเติมไขมัน
วัสดุที่ใช้สารสังเคราะห์เลียนแบบธรรมชาติไขมันจากร่างกายตัวเอง
ระยะเวลาเห็นผลเห็นผลเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นหลังทำเห็นผลชัดเจนหลังยุบบวม 1 เดือน
การพักฟื้นไม่ต้องพักฟื้น ใช้ชีวิตได้ปกติพักฟื้นแผลดูดไขมัน 1 ถึง 2 สัปดาห์
ความคงทนสลายตัวได้เองใน 6 ถึง 24 เดือนผลลัพธ์กึ่งถาวรตามการติดของเซลล์

การฉีดฟิลเลอร์ เหมาะกับใคร ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ?

การฉีดฟิลเลอร์ เหมาะกับใคร ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ?

การฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับคนที่มีปัญหาโครงสร้างหน้าทรุดตัวตามวัยหรือต้องการปรับเปลี่ยนรูปหน้าให้ดูสมมาตรมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดใหญ่ วิธีนี้ช่วยจัดการปัญหาริ้วรอยร่องลึกบริเวณต่าง ๆ ได้ทันที เห็นผลลัพธ์ชัดเจนในเรื่องการเติมเต็มปริมาตรผิวที่หายไปจากกระบวนการเสื่อมสภาพของชั้นไขมันและคอลลาเจน

  • คนที่มีร่องใต้ตาลึก ผิวหน้าดูโทรม หรือมีรอยคล้ำที่เกิดจากการยุบตัวของกระดูกตามอายุ
  • กลุ่มที่ต้องการเพิ่มมิติบนใบหน้า เช่น การปั้นทรงจมูก การเสริมคางให้ยาวขึ้น หรือการเติมริมฝีปากให้อิ่มฟู
  • คนที่ประสบปัญหาแก้มตอบ ขมับยุบ หรือร่องแก้มลึกที่ทำให้ใบหน้าดูมีอายุ
  • คนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าการทำศัลยกรรม

ประสิทธิภาพของสารเติมเต็มจะช่วยพยุงชั้นผิวที่หย่อนคล้อยให้กระชับขึ้นพร้อมกระตุ้นการกักเก็บความชุ่มชื้นในระดับโมเลกุล ผลลัพธ์จากการทำจะคงสภาพอยู่ได้นานประมาณ 6-24 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นของตัวยาและเทคนิคการวางตำแหน่งตัวยาในแต่ละจุดค่ะ

ฟิลเลอร์ มีกี่ประเภท ? แบ่งตามระยะเวลาการสลายตัว

ฟิลเลอร์ มีกี่ประเภท ? แบ่งตามระยะเวลาการสลายตัว

ฟิลเลอร์ในวงการเวชศาสตร์ความงามถูกแบ่งตามระยะเวลาที่ตัวยาคงสภาพอยู่ในเนื้อเยื่อใบหน้า การเลือกประเภทควรพิจารณาจากเป้าหมายระยะยาว ความสามารถในการแก้ไขถ้าไม่พึงพอใจ และระดับความปลอดภัยที่ยอมรับได้

ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler)

ฟิลเลอร์กลุ่มนี้ผลิตจากไฮยาลูโรนิก แอซิดเป็นหลัก ตัวยาจะสลายตัวเองตามธรรมชาติภายใน 6 ถึง 24 เดือน ขึ้นกับเทคโนโลยีการเชื่อมโมเลกุล ข้อดีหลักคือสามารถใช้เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสฉีดสลายออกได้ทันทีถ้าผลลัพธ์ไม่พึงพอใจ จึงเป็นกลุ่มที่แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำสำหรับคนที่ฉีดครั้งแรกหรือไม่แน่ใจในรูปทรงที่ต้องการ

ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-permanent Filler)

ตัวอย่างกลุ่มนี้คือ Calcium Hydroxyapatite (Radiesse) และ Poly-L-lactic Acid (Sculptra) ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวควบคู่กับการเติมเต็มปริมาตร ผลลัพธ์อยู่ได้ 18 ถึง 36 เดือน เหมาะกับการปรับโครงสร้างใบหน้าระยะกลาง แต่ข้อสำคัญคือไม่สามารถสลายออกได้เร็วเหมือนกลุ่มชั่วคราว จึงต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงในการวางตำแหน่ง

ฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent Filler)

กลุ่มนี้รวมถึงสารประเภท Polyalkylimide (Aquamid) และ PMMA (Bellafill) ที่ไม่สลายตัวเองในร่างกาย ปัจจุบันแพทยสภาและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ใช้กลุ่มนี้บนใบหน้า เพราะถ้าเกิดปัญหาภายหลังจะต้องผ่าตัดเอาออกซึ่งมักทิ้งรอยแผลเป็น ส่วนสารถาวรเถื่อนอย่างซิลิโคนเหลวและพาราฟินจัดเป็นอันตรายร้ายแรงและผิดกฎหมาย

สารเติมเต็มในฟิลเลอร์ มีอะไรบ้าง ? ทำความรู้จัก 5 ชนิดหลัก

สารเติมเต็มในฟิลเลอร์ มีอะไรบ้าง ? ทำความรู้จัก 5 ชนิดหลัก

วงการแพทย์ใช้สารเติมเต็มหลายชนิดที่มีกลไกการทำงานต่างกัน การเข้าใจชนิดของสารช่วยให้ตัดสินใจได้ตรงกับเป้าหมายและรับมือกับอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

Hyaluronic Acid (HA)

สารหลักที่ใช้ในฟิลเลอร์มาตรฐานเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน ตัวสารพบได้ในร่างกายธรรมชาติ ทำหน้าที่อุ้มน้ำในเนื้อเยื่อจึงให้สัมผัสที่นุ่มและธรรมชาติ ข้อเด่นคือสลายเองได้ภายในเวลาที่กำหนด และสามารถใช้เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) ฉีดสลายออกได้ทันที กลุ่มที่ใช้บ่อยได้แก่ Restylane, Juvederm, Belotero, Neuramis โดยแต่ละแบรนด์มีเทคโนโลยีเชื่อมโมเลกุลที่ต่างกันส่งผลต่อความหนืดและระยะคงสภาพ

Poly-L-lactic Acid (PLLA)

สารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวแทนการเติมปริมาตรโดยตรง ผลลัพธ์ค่อย ๆ ปรากฏชัดในช่วง 4 ถึง 6 สัปดาห์หลังฉีดและคงอยู่ได้นาน 18 ถึง 24 เดือน เหมาะกับคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงที่ดูเป็นธรรมชาติแบบค่อยเป็นค่อยไป แบรนด์ที่นิยมคือ Sculptra ของ Galderma

Calcium Hydroxyapatite (CaHA)

แร่ธาตุที่พบในกระดูกธรรมชาติของมนุษย์ ฟิลเลอร์กลุ่มนี้เน้นเติมเต็มร่องลึกขนาดกลางถึงใหญ่และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผลลัพธ์อยู่ได้ 12 ถึง 18 เดือน Radiesse คือแบรนด์หลักของกลุ่มนี้ มักใช้กับการเติมโครงคาง กรอบหน้า และมือ

Polyalkylimide

สารกึ่งถาวรที่บางประเทศจัดเป็น permanent filler ออกฤทธิ์โดยสร้างชั้นคอลลาเจนหุ้มรอบ ๆ ตัวยา ปัจจุบันแพทย์ส่วนใหญ่ในไทยและสากลลดการใช้กลุ่มนี้เพราะจัดการได้ยากเมื่อเกิดปัญหา ต้องผ่าตัดเอาออก

PMMA (Polymethyl Methacrylate)

ลูกบอลพลาสติกขนาดเล็กที่ใช้เป็นโครงให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนล้อมรอบ ผลคงทนถาวร แต่ความเสี่ยงสูงมากถ้าฉีดผิดชั้นหรือผิดตำแหน่งเพราะไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่วนใหญ่จึงสงวนไว้สำหรับเคสที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางประเมินแล้วเท่านั้น

 

เนื้อฟิลเลอร์ มีกี่แบบ ? และเนื้อแบบไหนเหมาะกับใคร

เนื้อฟิลเลอร์ มีกี่แบบ ? และเนื้อแบบไหนเหมาะกับใคร

สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิกแอซิด ถูกแบ่งออกตามความหนาแน่นและความยืดหยุ่นของโมเลกุลเพื่อให้สอดคล้องกับชั้นผิวในแต่ละจุด เนื้อฟิลเลอร์ที่มีความเข้มข้นสูงจะมีความคงตัวมาก ส่วนเนื้อที่มีโมเลกุลเล็กจะเน้นการกระจายตัวที่เนียนเรียบไปกับชั้นผิวเพื่อความเป็นธรรมชาติ

การเลือกใช้ฟิลเลอร์ต้องพิจารณาจากค่า G Prime หรือค่าความแข็งของเจลเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาเรียบเนียนและไม่เป็นก้อน ถ้าเติมบริเวณใต้ตาที่ผิวบางต้องเลือกฟิลเลอร์ที่มีค่าการอุ้มน้ำพอเหมาะเพื่อลดโอกาสเกิดถุงบวมน้ำ ส่วนการปรับรูปหน้าส่วนล่างต้องใช้รุ่นที่มีความแข็งระดับสูงและมีค่าความยืดหยุ่นที่เหมาะสมเพื่อช่วยสร้างมิติให้ใบหน้าดูชัดเจนขึ้นค่ะ

ประเภทเนื้อฟิลเลอร์ลักษณะการใช้งานบริเวณผิวที่แนะนำ
เนื้อแข็งคงตัวสูง ขึ้นรูปได้ชัดเจนเสริมคาง ปรับกรอบหน้า
เนื้อปานกลางยืดหยุ่นได้ดี มีความนุ่มนวลเติมร่องแก้ม ขมับ
เนื้อนุ่มโมเลกุลเล็ก กระจายตัวง่ายเติมใต้ตา ริ้วรอยเล็ก ๆ

ฉีดฟิลเลอร์ตรงไหนได้บ้าง ? รวม 13 ตำแหน่งยอดนิยม

ฉีดฟิลเลอร์ตรงไหนได้บ้าง ? รวม 13 ตำแหน่งยอดนิยม

การฉีดฟิลเลอร์ทำได้เกือบทุกจุดบนใบหน้าและบางส่วนของร่างกาย เพื่อแก้ปัญหาร่องลึกหรือความซูบตอบที่เกิดจากการเสียเหงื่อและเบิร์นไขมันในระดับสูง ตำแหน่งที่ได้รับความสนใจมากคือขมับและร่องแก้มที่เป็นจุดแรก ๆ ที่เห็นผลกระทบจากการที่ไขมันหายไปจนหน้าดูโทรม

ฟิลเลอร์ใต้ตา

ฟิลเลอร์ใต้ตา ใช้เติมร่องน้ำตาและลดเงาคล้ำใต้ตาที่เกิดจากการยุบตัวของไขมันรอบเบ้าตา เนื้อฟิลเลอร์ที่เหมาะคือเนื้อนิ่มโมเลกุลเล็กเพื่อป้องกันการเป็นก้อนเมื่อยิ้ม ปริมาณที่ใช้ทั่วไป 1 ถึง 2 ซีซีต่อทั้งสองข้าง

ฟิลเลอร์ปาก

ฟิลเลอร์ปาก ปรับรูปริมฝีปากให้อิ่มฟู เพิ่มมิติให้ปากบนหรือปากล่างให้ได้สัดส่วน เนื้อยานิ่มกระจายตัวง่ายเพื่อให้สัมผัสเป็นธรรมชาติ ปริมาณเริ่มต้นเพียง 1 ซีซี

ฟิลเลอร์คาง

ฟิลเลอร์คาง เสริมคางให้ยาวหรือมนรับกับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดเสริมคางแบบเก่า เนื้อยาเลือกแบบเนื้อแข็งคงตัวสูงเพื่อสร้างรูปทรงที่ชัดเจน ใช้ปริมาณ 1 ถึง 2 ซีซี

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ลบร่องลึกจมูกถึงมุมปากที่เป็นสัญญาณแรกของวัย ช่วยให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ ใช้เนื้อปานกลางถึงเนื้อแข็งขึ้นกับความลึก ปริมาณ 1 ถึง 2 ซีซีต่อข้าง

ฟิลเลอร์ขมับ

ฟิลเลอร์ขมับ แก้ปัญหาขมับยุบที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมจากการลดน้ำหนักหนักหรืออายุที่เพิ่มขึ้น เติมแล้วใบหน้าดูเต็มขึ้นทันที เนื้อยาแข็งคงตัว ปริมาณ 2 ถึง 4 ซีซี

ฟิลเลอร์หน้าผาก

ฟิลเลอร์หน้าผาก ปรับหน้าผากให้โหนกนูนเพื่อเสริมโหงวเฮ้ง เพิ่มมิติจากด้านข้าง เนื้อยาแข็งคงตัวสูง ต้องอาศัยแพทย์ผู้ชำนาญในการวางตำแหน่งเพราะใกล้ระบบเส้นเลือดสำคัญ ปริมาณ 2 ถึง 4 ซีซี

ฟิลเลอร์จมูก

ฟิลเลอร์จมูก เสริมสันจมูกหรือปรับโครงจมูกให้ดูได้สัดส่วนโดยไม่ต้องเสริมจมูกซิลิโคน เนื้อยาแข็งคงตัวสูง อันตรายร้ายแรงที่สุดถ้าฉีดผิดชั้นคือสารหลุดเข้าเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงดวงตา ต้องเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์เฉพาะทาง

ฟิลเลอร์แก้มตอบ

ฟิลเลอร์แก้มตอบ เติมเต็มแก้มที่ยุบตอบจากการลดน้ำหนักหรืออายุ ทำให้ใบหน้าดูฟูเต็มและอ่อนเยาว์ขึ้น เนื้อยาปานกลาง ปริมาณ 1 ถึง 2 ซีซีต่อข้าง

ฟิลเลอร์โหนกแก้ม

ปรับแต่งโหนกแก้มให้นูนเด่นเพื่อเสริมโครงหน้าให้ดูคมชัด เนื้อยาแข็งคงตัวสูง ใช้ปริมาณ 1 ถึง 2 ซีซีต่อข้าง

ฟิลเลอร์ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines)

ลบร่องลึกจากมุมปากลงสู่คางที่ทำให้ใบหน้าดูทุกข์ใจหรือแก่กว่าวัย เนื้อยาปานกลาง ปริมาณ 1 ซีซีต่อข้าง

ฟิลเลอร์กรอบหน้า

ปรับเส้นกรอบหน้าให้คมชัดหรือเรียวขึ้น เน้นการสร้าง V Shape ที่นิยมในปัจจุบัน เนื้อยาแข็ง ปริมาณรวม 2 ถึง 4 ซีซี

ฟิลเลอร์หลังมือ

ลดความเหี่ยวย่นของหลังมือที่บ่งบอกอายุจริงของผู้รับบริการ เนื้อยาปานกลาง ปริมาณ 1 ถึง 2 ซีซีต่อข้าง

ฟิลเลอร์ยกหน้า (Liquid Facelift)

เทคนิคการวางฟิลเลอร์หลายจุดร่วมกันเพื่อยกกระชับใบหน้าโดยรวมโดยไม่ต้องผ่าตัด เน้นจุด pillar ของใบหน้าเช่นโหนกแก้ม ขมับ คาง ปริมาณรวม 4 ถึง 8 ซีซีขึ้นกับสภาพผิว

การปรับรูปหน้าตามหลักโหงวเฮ้ง

การฉีดฟิลเลอร์ไม่เพียงช่วยกู้หน้าโทรม แต่ยังช่วยเสริมโหงวเฮ้งเพื่อเปิดรับพลังงานบวก โดยอิงการปรับสัดส่วนใบหน้าตามหลัก Golden Ratio ที่แบ่งใบหน้าออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กันเพื่อความสมดุล ดังนี้

  • ฟิลเลอร์หน้าผาก เติมให้โหนกนูน ช่วยเสริมสติปัญญาและการอุปถัมภ์จากคนรอบข้าง
  • ฟิลเลอร์ขมับ เติมเต็มจุดที่บุ๋มลึก ช่วยให้ชีวิตคู่และมิตรภาพราบรื่นขึ้น
  • ฟิลเลอร์โหนกแก้ม ปรับเนื้อแก้มไม่ให้ซูบตอบ เสริมอำนาจบารมีและการตัดสินใจที่เด็ดขาด
  • ฟิลเลอร์คาง ปรับทรงให้มนรับกับรูปหน้า ช่วยเรื่องความมั่นคงและกักเก็บทรัพย์สินได้ดีขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์แต่ละตำแหน่ง ต้องใช้กี่ CC และราคาเท่าไหร่?

 
ฉีดฟิลเลอร์แต่ละตำแหน่ง ต้องใช้กี่ CC และราคาเท่าไหร่?

การฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้าใช้ปริมาณเริ่มต้นเพียง 1 – 2 ซีซี ต่อจุดเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและป้องกันปัญหาหน้าล้นหรือบวมตึงจนผิดรูป ปริมาณ Filler ที่ใช้จริงจะขึ้นอยู่กับความลึกของร่องริ้วรอยรวมถึงโครงสร้างใบหน้าเดิมของแต่ละคน แพทย์จะเริ่มจากการเติมปริมาณน้อยเพื่อประเมินการตอบสนองของผิวหนังก่อนเพิ่มปริมาณในจุดที่จำเป็น

ตำแแหน่งที่ฉีดปริมาณที่แนะนำ (ซีซี)
ฟิลเลอร์ใต้ตา1-2
ฟิลเลอร์คาง1-2
ฟิลเลอร์ร่องแก้ม1-2
ฟิลเลอร์ขมับ2-4
ฟิลเลอร์ริมฝีปาก1
ฟิลเลอร์หน้าผาก2-4

ผิวหนังบริเวณใต้ตามักใช้ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มในปริมาณที่จำกัดเพื่อไม่ให้เกิดเงาคล้ำหรือการนูนเป็นก้อนขณะยิ้ม ส่วนการปรับโครงหน้าในจุดที่ต้องการความชัดเจนอย่างคางหรือขมับมักใช้ยาที่มีความคงตัวสูงเพื่อสร้างมิติให้ใบหน้าดูคมชัดขึ้นทันที การประเมินซ้ำหลังทำ 14 วัน จะช่วยให้เห็นการเซ็ตตัวของตัวยาที่สมบูรณ์และพิจารณาการเติมเพิ่มได้อย่างแม่นยำค่ะ

ราคาฉีดฟิลเลอร์ในแต่ละจุด และราคาต่อ CC

ราคาฉีดฟิลเลอร์เริ่มต้นที่ 9,000 ถึง 25,000 บาทต่อ 1 CC ตามยี่ห้อและมาตรฐานการผลิตจากประเทศต้นทาง การกำหนดงบที่ชัดเจนช่วยให้วางแผนการปรับรูปหน้าได้ตรงจุดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายแฝงภายหลัง

บริเวณที่ฉีดปริมาณที่ใช้ (CC)ราคาประเมิน (บาท)
ใต้ตา1-211,000 - 32,000
คาง1-29,500 - 28,000
ริมฝีปาก112,000 - 18,000
ร่องแก้ม2-418,000 - 55,000

เทคโนโลยีการผลิตฟิลเลอร์แต่ละรุ่นออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่นที่ต่างกัน การใช้รุ่นที่มีความหนืดสูงเหมาะกับการปั้นโครงสร้างคางให้คมชัด ขณะที่บริเวณใต้ตาต้องใช้รุ่นเนื้อละเอียดเพื่อป้องกันการเป็นลำนูนเมื่อยิ้ม ตรวจเช็ครหัสความปลอดภัยบนกล่องกับบริษัทผู้นำเข้าอย่าง DKSH หรือ Galderma เพื่อความชัวร์ก่อนเริ่มทำหัตถการค่ะ

 

ฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี ? วิธีเลือกให้เหมาะกับตัวเอง

ฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี ? วิธีเลือกให้เหมาะกับตัวเอง

การเลือกแบรนด์สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ที่ดีคือการเลือกโมเลกุลเจลให้ตรงกับปัญหาเฉพาะจุดและชั้นผิวที่ต้องการแก้ไข เพราะฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีค่าความยืดหยุ่น (Elasticity) และการเกาะตัว (Cohesivity) แตกต่างกัน การนำสารเติมเต็มกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) มาใช้บริเวณใต้ตาที่ผิวบางจำเป็นต้องใช้เนื้อเจลละเอียดนิ่มเพื่อเลี่ยงการเป็นก้อน ขณะที่บริเวณคางหรือร่องแก้มลึกต้องการเนื้อเจลที่คงตัวสูงเพื่อพยุงโครงสร้างผิวให้ชัดเจน

ยี่ห้อฟิลเลอร์ประเทศเทคโนโลยีเหมาะสำหรับ
RestylaneสวีเดนNASHA / OBTเน้นการยกกระชับที่ชัดเจน รุ่นที่ออกแบบเพื่อขยับหน้าได้เป็นธรรมชาติ
JuvedermอเมริกาVycross / Hylacrossเนื้อเนียนเรียบ บวมน้อย อุ้มน้ำได้ดี เหมาะกับจุดที่ต้องการความละมุน
BeloteroเยอรมันCPM Technologyยืดหยุ่นสูง กลมกลืนกับผิวได้ดี ไม่เป็นก้อนเมื่ออยู่ในชั้นผิวตื้น
NeuramisเกาหลีSHAPE Technologyเติมเต็มร่องลึกได้ดี ราคาเข้าถึงง่ายเหมาะกับคนเริ่มดูแลตัวเอง
e.p.t.q.เกาหลีTwo-Stage Cross-linkingเนื้อยานุ่ม มอบสัมผัสธรรมชาติเหมาะกับบริเวณริมฝีปากและร่องลึกระดับกลาง
YVOIREเกาหลีHICE Technologyความเข้มข้นสูง คงรูปดี เหมาะกับการปรับรูปหน้าและเสริมคาง

Restylane (สวีเดน)

แบรนด์ที่อยู่ในตลาดมายาวนานที่สุดและได้รับการรับรองจาก อย. ไทยและสากล มีรุ่นย่อยตั้งแต่ Restylane Vital สำหรับใต้ตา ไปจนถึง Restylane Lyft สำหรับเสริมคางและกรอบหน้า ตรวจสอบของแท้ผ่านแอปพลิเคชัน Eztracker ของบริษัทผู้นำเข้า

Juvederm (อเมริกา)

ผลิตโดยบริษัท Allergan Aesthetics มีเทคโนโลยี Vycross ที่ทำให้โมเลกุลเชื่อมกันแน่นจึงคงสภาพได้นาน รุ่น Juvederm Voluma เหมาะกับการเติมแก้มและขมับ ส่วน Juvederm Volift เหมาะกับร่องแก้ม

Belotero (เยอรมัน)

จุดเด่นคือเทคโนโลยี CPM ที่ทำให้เจลกระจายตัวสม่ำเสมอในชั้นผิว ไม่นูนเป็นก้อนแม้ฉีดในชั้นตื้น เหมาะกับการเติมริ้วรอยเล็ก ๆ บริเวณริมฝีปากและรอบดวงตา

Neuramis (เกาหลี)

แบรนด์เกาหลีที่ได้รับความนิยมเพราะราคาเข้าถึงได้และคุณภาพมาตรฐานสากล มีหลายรุ่นย่อยตั้งแต่ Neuramis Light สำหรับใต้ตา ไปจนถึง Neuramis Volume สำหรับเสริมคาง

e.p.t.q. (เกาหลี)

ฟิลเลอร์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับชาวเอเชียที่มีโครงสร้างผิวบางกว่ายุโรป เนื้อยานิ่มกระจายตัวง่ายเหมาะกับการเติมจุดที่ต้องการความเป็นธรรมชาติสูง

YVOIRE (เกาหลี)

ใช้เทคโนโลยี HICE ที่ให้ความเข้มข้นสูงและคงรูปได้ดี เหมาะกับการเสริมคางหรือกรอบหน้าที่ต้องการความชัดเจนคมคาย

การพิจารณาเลือกใช้ควรดูที่ระยะเวลาการสลายตัวของสาร ถ้าเน้นความคุ้มค่าและผลลัพธ์ที่ชัดเจนควรเลือกรุ่นที่มีการทดสอบด้านความปลอดภัยผ่านการรับรองจาก อย. ไทยและสากล การตรวจสอบรหัส QR Code บนกล่องผลิตภัณฑ์เพื่อเช็คประวัติการผลิตกับบริษัทนำเข้า เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าเป็นสารเติมเต็มของแท้ก่อนเข้ารับบริการค่ะ

วิธีเตรียมตัวให้พร้อมก่อนฉีดฟิลเลอร์

วิธีเตรียมตัวให้พร้อมก่อนฉีดฟิลเลอร์

เช็คลิสต์ก่อนฉีดฟิลเลอร์ที่ผู้รับบริการควรทำตาม เริ่มจากการงดกลุ่มยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 7 วันก่อนเข้ารับบริการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อลดความเสี่ยงอาการเขียวช้ำหรือเลือดหยุดไหลช้า ตัวอย่างกลุ่มยาที่ควรระวังคือ แอสไพริน ไอบูโพรเฟน รวมถึงอาหารเสริมประเภทน้ำมันปลา วิตามินอี และสารสกัดจากแปะก๊วย

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการออกกำลังกายหนักประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมงก่อนทำ เพราะกิจกรรมเหล่านี้เพิ่มการไหลเวียนเลือดซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอาการบวมได้ง่าย ถ้ามีประวัติเคยเป็นเริมในจุดที่จะทำการรักษา ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าเพื่อพิจารณาทานยาป้องกันก่อนเริ่มหัตถการ

  • งดสครับผิว โกนขน หรือทำเลเซอร์บริเวณที่จะฉีดอย่างน้อย 3 วัน
  • พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำสะอาดให้ถึง 2 ลิตรเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว
  • เตรียมข้อมูลประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว หรือการทำศัลยกรรมอื่น ๆ ในอดีต
  • งดการทานยากลุ่ม NSAIDs และยาละลายลิ่มเลือดทุกชนิดภายใต้การแนะนำของแพทย์
  • เตรียมรูปตัวอย่างผลลัพธ์ที่ต้องการเพื่อสื่อสารกับแพทย์ให้ตรงตามจินตนาการ
  • หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหนักวันที่ทำเพื่อให้แพทย์ประเมินสภาพผิวจริงได้แม่นยำ
  • งดผลิตภัณฑ์ที่มีกรดผลไม้ AHA/BHA หรือ Retinol บริเวณที่จะฉีดอย่างน้อย 3 วัน
  • ปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าถ้ามีฟิลเลอร์เก่าค้างอยู่เพื่อพิจารณาว่าจะเติมทับหรือสลายออกก่อน
  • งดสูบบุหรี่ก่อนทำอย่างน้อย 24 ชั่วโมงเพราะนิโคตินทำให้การฟื้นตัวของเนื้อเยื่อช้าลง

การดูแลสุขภาพผิวให้แข็งแรงและไม่มีบาดแผลสด จะช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำดูเนียนเป็นธรรมชาติกับลดระยะเวลาพักฟื้นได้ดีขึ้น เตรียมรูปตัวอย่างที่ต้องการสื่อสารกับแพทย์ให้ชัดเจนเพื่อการวางแผนปรับรูปหน้าที่แม่นยำค่ะ

หลังฉีด Filler กี่วันเห็นผล ? และวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

หลังฉีด Filler กี่วันเห็นผล ? และวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงได้หลังทำเสร็จ แต่จะเห็นผลลัพธ์ที่สวยและเข้าที่ที่สุดภายใน 7-14 วัน หลังจากอาการบวมเข็มหรือรอยช้ำจางหายไปหมดแล้ว ช่วง 1-3 วันแรกอาจมีอาการบวมเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พบได้ เมื่อตัวยาเริ่มสมานตัวกลมกลืนกับชั้นไขมันใต้ผิวจะทำให้ผิวดูอิ่มฟูและเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ค่ะ

แนะนำให้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดถ้ามีอาการปวดระบมหรือบวมมากขึ้นเกินกว่า 3 วัน ควรติดต่อสอบถามคลินิกเพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติมทันที การดูแลตัวเองที่ถูกต้องช่วยให้สารเติมเต็มคงสภาพได้นานขึ้นและลดความเสี่ยงจากการอักเสบได้ดีโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีผิวบอบบาง

  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตร เพื่อช่วยให้โมเลกุลไฮยาลูโรนิคแอซิดอุ้มน้ำได้มีประสิทธิภาพ
  • งดการนวด กด หรือปั้นทรงเองในบริเวณที่ทำมาอย่างน้อย 14 วัน
  • หลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น การเข้าซาวน่า หรือการทำเลเซอร์ผิวหน้าในช่วง 2 สัปดาห์แรก
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกิจกรรมที่ทำให้การไหลเวียนเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเวลา 48 ชั่วโมง
  • ประคบเย็นบริเวณที่ฉีดในช่วง 24 ชั่วโมงแรกถ้ามีอาการบวม โดยใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งกดเบา ๆ
  • นอนหงายหรือเอนสูงในคืนแรกเพื่อลดอาการบวมในตอนเช้า
  • งดการแต่งหน้าหนักโดยเฉพาะที่บริเวณรอยเข็มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกอุดตัน
  • หลีกเลี่ยงการก้มหน้าหรือนอนคว่ำในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
  • งดการรับประทานอาหารรสเค็มจัดเพราะจะทำให้บวมมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางขึ้นเครื่องบินภายใน 48 ชั่วโมงแรกเพราะความดันอากาศกระตุ้นการบวม
  • ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกวันเพื่อปกป้องผิวที่บอบบางจากรังสี UV
  • งดการทำทรีตเมนต์ผิวหน้าที่มีเครื่องนวดหรืออัลตราซาวนด์อย่างน้อย 2 สัปดาห์
  • ใช้สบู่อ่อนโยนล้างหน้าและซับเบา ๆ แทนการถู
  • หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟปริมาณมากในช่วง 48 ชั่วโมงแรกเพราะกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
  • ปฏิบัติตามนัดติดตามผลของแพทย์ในวันที่ 14 เพื่อประเมินการเซ็ตตัวของตัวยา

ฉีดสลายฟิลเลอร์ ได้ไหม ? ในกรณีไหนที่ควรทำ

ฉีดสลายฟิลเลอร์ ได้ไหม ? ในกรณีไหนที่ควรทำ

การฉีดสลายฟิลเลอร์ทำได้เฉพาะในกรณีที่ใช้สารกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) เพราะมีเอนไซม์ Hyaluronidase ที่ใช้ย่อยสารตัวนี้โดยตรง สำหรับฟิลเลอร์กลุ่มกึ่งถาวรหรือถาวรไม่สามารถใช้วิธีฉีดสลายได้ ต้องใช้การผ่าตัดหรือขูดออกซึ่งซับซ้อนกว่ามาก

กรณีที่แพทย์มักแนะนำให้ฉีดสลายได้แก่ ฟิลเลอร์เป็นก้อนแข็งจากการใช้เนื้อยาที่หนาเกินไปบริเวณผิวบาง ตำแหน่งที่ฉีดดูไม่เป็นธรรมชาติจนเสียความมั่นใจ หรือมีปัญหา Tyndall Effect ที่ทำให้ใต้ตามีสีคล้ำอมม่วงจากการสะท้อนแสง อีกกรณีที่ต้องทำทันทีคือการฉีดผิดเส้นเลือดที่ทำให้ผิวเปลี่ยนสีหรือมีอาการปวดรุนแรง เพราะถ้าทิ้งไว้อาจเกิดภาวะเนื้อตายที่ผิวหนัง

ขั้นตอนการฉีดสลายใช้เวลาในห้องหัตถการไม่เกิน 15 นาที ตัวยาจะทำงานภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง โดยจะค่อย ๆ ละลายสารเดิมให้เปลี่ยนเป็นน้ำที่ร่างกายดูดซึมได้เอง บางเคสที่ต้องการสลายปริมาณมากอาจต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้งห่างกัน 2 สัปดาห์ค่ะ

ฟิลเลอร์อันตรายไหม ? วิธีเช็ค Filler แท้

ฟิลเลอร์อันตรายไหม ? วิธีเช็ค Filler แท้

การฉีดฟิลเลอร์ประเภทไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ที่ได้มาตรฐานจะสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ ความเสี่ยงที่พบส่วนใหญ่เกิดจากเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง หรือการใช้ฟิลเลอร์ปลอมที่ไม่ผ่าน อย. ซึ่งข้อดีของฟิลเลอร์แท้คือ ถ้าผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ สามารถใช้ยาฉีดสลาย Hyaluronidase แก้ไขได้ทันที

เพื่อความปลอดภัย ควรให้แพทย์แกะกล่องยาใหม่ให้ดูต่อหน้าทุกครั้ง พร้อมทั้งตรวจสอบฟิลเลอร์แท้เบื้องต้นด้วยตัวเอง ดังนี้

  1. สแกน QR Code ตรวจสอบสถานะสินค้าแท้ผ่านแอปพลิเคชันของบริษัทผู้นำเข้า เช่น Eztracker (สำหรับ Restylane) หรือแอปพลิเคชันของ Allergan Thailand
  2. สังเกตบรรจุภัณฑ์ กล่องต้องปิดสนิท มีสติกเกอร์โฮโลแกรมสะท้อนแสงระบุชื่อผู้นำเข้า (เช่น DKSH หรือ Allergan) และมีฉลากพร้อมเอกสารกำกับภาษาไทย
  3. เช็คเลข Lot. กับวันหมดอายุ ตัวเลขต้องตรงกันทั้ง 3 จุด คือ บนกล่องยา สติกเกอร์ที่ติดบนกระบอกฉีด และเอกสารกำกับยา
  4. ตรวจสอบ อย. สามารถนำเลขที่ใบรับแจ้งไปเช็คข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้จริง

อันตรายจากการฉีดฟิลเลอร์ปลอม

การฉีดฟิลเลอร์ปลอมส่งผลเสียรุนแรงต่อเนื้อเยื่อใบหน้าอย่างถาวร เพราะเป็นสารที่ไม่สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ สารแปลกปลอมเหล่านี้มักแทรกซึมเข้าไปตามชั้นไขมันและกล้ามเนื้อจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง การรักษาทำได้ยากเพราะต้องใช้วิธีผ่าตัดหรือขูดออกซึ่งมักทิ้งรอยแผลเป็นหรือรอยบุ๋มไว้บนผิวหนัง

  • เนื้อเยื่อเน่าตายจากการที่สารแปลกปลอมเข้าไปอุดตันระบบไหลเวียนเลือด
  • เกิดก้อนพังผืดแข็งตัวหรือผิวหนังขรุขระเป็นคลื่นผิดรูปทรง
  • สารไหลย้อยลงสู่บริเวณอื่น ๆ ตามแรงโน้มถ่วงทำให้ใบหน้าดูผิดสัดส่วน
  • เสี่ยงต่อสภาวะตาบอดถาวรหากสารหลุดเข้าไปในเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงดวงตา

อาการข้างเคียงอาจไม่แสดงผลทันทีในช่วงแรกแต่จะเริ่มชัดเจนเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 – 5 ปี สารจำพวกซิลิโคนเหลวหรือพาราฟินจะเริ่มจับตัวเป็นก้อนแข็งและเปลี่ยนสีผิวบริเวณที่ฉีดให้กลายเป็นสีช้ำแดงหรือม่วงคล้ำ ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานต้องเป็นสารไฮยาลูโรนิกแอซิดที่ได้รับมาตรฐานจาก อย. และสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติทั้งหมดเท่านั้นค่ะ

เกณฑ์การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน

เกณฑ์การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน

การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ต้องเน้นความปลอดภัยของสถานที่ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง และความโปร่งใสในการตรวจเช็คผลิตภัณฑ์ยาเพื่อให้ผลลัพธ์น่าพึงพอใจที่สุด เกณฑ์ 9 ข้อที่ควรพิจารณามีดังนี้

  1. ตรวจสอบเลขที่ใบอนุญาตสถานพยาบาล 11 หลักที่แสดงไว้หน้าคลินิก
  2. เช็ครายชื่อแพทย์ผ่านทางเว็บไซต์ของแพทยสภาเพื่อยืนยันว่าเป็นแพทย์จริงและมีใบประกอบวิชาชีพ
  3. คลินิกต้องเปิดเผยชื่อแพทย์ผู้ทำหัตถการชัดเจน ไม่ใช่ใช้คำว่า “ทีมแพทย์” แบบลอย ๆ
  4. ตรวจสอบรีวิวจากผู้รับบริการจริงในหลายแพลตฟอร์มเพื่อเทียบความน่าเชื่อถือ
  5. ห้องหัตถการต้องมีความสะอาด มีระบบควบคุมเชื้อโรค และอุปกรณ์ฉุกเฉินครบ
  6. แพทย์ควรแกะกล่องยาให้ดูต่อหน้าและให้ผู้รับบริการสแกน QR Code ตรวจของแท้ก่อนเริ่ม
  7. คลินิกต้องอธิบายความเสี่ยงและผลข้างเคียงให้ครบก่อนเซ็นยินยอม ไม่ใช่ขายอย่างเดียว
  8. ต้องมีระบบติดตามผลและการดูแลในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อน
  9. ราคาต้องโปร่งใส ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงที่ทักทวงภายหลัง

ที่ RWC Clinic เคสฉีดฟิลเลอร์อยู่ภายใต้การดูแลของ ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ (หมอขนม) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ความงาม ผู้ผ่านการอบรม Restylane Trainer และเป็นที่ปรึกษา Advisory Board ของแบรนด์ Gouri กับ Tesslift ร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีใบประกอบวิชาชีพทุกท่าน

มาตรฐานที่ RWC Clinic ให้ความใส่ใจเพื่อผู้รับบริการทุกคน

เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ มาตรฐานการดูแลครอบคลุมตั้งแต่วิธีการเลือกใช้ยาไปจนถึงเทคนิคการรักษา ดังนี้

  1. ความโปร่งใสในการตรวจเช็คฟิลเลอร์ของแท้ ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตัวเองต่อหน้าทุกครั้งก่อนเริ่มทำหัตถการ
  2. ความแม่นยำกับมาตรฐานห้องหัตถการ ห้องหัตถการต้องมีความสะอาดและแสงสว่างที่เพียงพอ เพื่อช่วยให้แพทย์ทำหัตถการได้อย่างแม่นยำและลดความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำสะสม
  3. เทคนิคการวิเคราะห์สรีระใบหน้า แพทย์จะวิเคราะห์การวางตำแหน่งยาให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล โดยเน้นความเป็นธรรมชาติ ไม่ทำให้หน้าแข็งเป็นก้อน หรือยาเคลื่อนตัวผิดรูปเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจากการออกกำลังกาย
  4. การดูแลกับติดตามผล มีระบบติดตามผลต่อเนื่องภายใน 7-14 วัน เพื่อประเมินการเซตตัวของยาและความปลอดภัยของผู้รับบริการในระยะยาว

การใช้ฟิลเลอร์แท้ควบคู่กับมาตรฐานการดูแลที่เข้มงวด จะช่วยให้เนื้อยาผสานเข้ากับชั้นผิวได้อย่างสมบูรณ์ สลายเองได้ตามธรรมชาติ และไม่ทิ้งสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อร่างกายค่ะ

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ที่ไหนดี

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ที่ไหนดี

การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ใช่ ต้องพิจารณาทั้งความน่าเชื่อถือของแพทย์ ความโปร่งใสของผลิตภัณฑ์ และมาตรฐานการดูแลก่อน-หลังการฉีด คลินิกที่ดีจะไม่เร่งขายแพ็กเกจราคาถูกผิดปกติแต่จะใช้เวลาประเมินสภาพผิวและความต้องการของผู้รับบริการอย่างละเอียดก่อนเริ่มทำหัตถการ

RWC Clinic ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทยและสากลทั้งหมด ผู้รับบริการสามารถสแกน QR Code ตรวจของแท้ผ่านแอปพลิเคชันของบริษัทผู้นำเข้าก่อนเริ่มทำได้ทุกครั้ง ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ความงามนำโดย ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ (หมอขนม) ที่มีประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์มากว่า 10 ปีและเป็น Trainer ของแบรนด์ Restylane จะเป็นผู้วางแผนและทำหัตถการให้ผู้รับบริการทุกเคส

ก่อนตัดสินใจ ผู้รับบริการสามารถนัดปรึกษาฟรีเพื่อประเมินสภาพผิว เลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เหมาะกับเป้าหมาย และทราบราคาที่แน่นอนก่อนเริ่มทำ คลินิกยังมีบริการติดตามผลในวันที่ 14 หลังฉีดเพื่อประเมินการเซ็ตตัวของตัวยาและเติมแก้ไขในกรณีที่จำเป็นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

รีวิวโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ RWC

ผู้รับบริการที่ผ่านโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ของ RWC Clinic แชร์ประสบการณ์ผ่านช่องทางโซเชียลของคลินิกอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่กล่าวถึงความใส่ใจในการประเมินสภาพหน้าก่อนเริ่ม ความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์ และการติดตามดูแลหลังการรักษา

ฉีดฟิลเลอร์ฉีดฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า
ฟิลเลอร์ ใต้ตา รีวิวรีวิวฉีดฟิลเลอร์
ฉีดฟิลเลอร์จมูกฉีดฟิลเลอร์จมูก
ฉีดฟิลเลอร์คางฉีดฟิลเลอร์คาง
ฉีดฟิลเลอร์หน้าผากฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก
ฉีดฟิลเลอร์ปากฉีดฟิลเลอร์ปาก

คลิปรีวิวเคส หลังฉีดฟิลเลอร์

รวมคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน หรือไม่เห็นผล เกิดจากอะไร ?

อาการฟิลเลอร์เป็นก้อน มักเกิดจากเทคนิคการฉีดและเลือกโมเลกุลยาไม่เหมาะกับชั้นผิว เช่น การใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งที่มีความยืดหยุ่นสูงไปฉีดบริเวณผิวบางอย่างใต้ตา ทำให้เนื้อยาไม่กลมกลืนและดันตัวเป็นลำนูน ในทางกลับกัน ถ้าฉีดแล้วไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ก็อาจเกิดจากการใช้ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มเกินไปในจุดที่ต้องการแรงยกกระชับสูง เช่น คาง หรือ กรอบหน้า ทำให้ตัวยาไม่สามารถคงรูปทรงได้

อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคือการประเมินปริมาณยาที่มากเกินไปจนเกิดแรงดันใต้ผิว หรือการฉีดผิดชั้นผิว เช่น ฉีดลึกถึงชั้นกระดูกในจุดที่ควรเติมเต็มแค่ชั้นไขมัน ก่อนทำหัตถการ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกความละเอียดของเนื้อเจลให้ตรงกับปัญหาและสภาพผิวบริเวณนั้น ๆ อย่างละเอียดที่สุดค่ะ

Tyndall Effect คืออะไร แก้ได้อย่างไร ?

Tyndall Effect คือปรากฏการณ์ที่ผิวบริเวณใต้ตามีลักษณะคล้ำอมม่วงหลังฉีดฟิลเลอร์ เกิดจากการวางตำแหน่งสารเติมเต็มตื้นเกินไปจนแสงสะท้อนผ่านชั้นผิวบางทำให้มองเห็นเป็นสีผิดปกติ พบบ่อยที่ใต้ตาเพราะผิวบริเวณนี้บางมาก

วิธีแก้ที่ตรงจุดที่สุดคือการใช้เอนไซม์ Hyaluronidase ฉีดสลายฟิลเลอร์เดิมออก แล้วประเมินใหม่ว่าจะเติมในชั้นที่ลึกกว่าหรือเปลี่ยนเนื้อยาที่ละเอียดกว่า การทาครีมรอบดวงตาแม้จะช่วยให้ผิวดูดีขึ้นแต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ ต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการประเมิน

ฉีดฟิลเลอร์เจ็บไหม ต้องใช้ยาชาหรือไม่ ?

การฉีดฟิลเลอร์ไม่ได้เจ็บอย่างที่หลายคนกังวลค่ะ ความรู้สึกจะคล้ายมดกัดหรือตึงผิวเพียงครู่เดียวตอนที่เข็มจิ้มลงไป โดยปัจจุบันมีตัวช่วยลดความเจ็บปวดหลายวิธี เช่น การทายาชาทิ้งไว้ 30-45 นาที การประคบเย็นก่อนฉีด และตัวยาฟิลเลอร์มาตรฐานส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็มักจะมีส่วนผสมของยาชา (Lidocaine) มาให้ในหลอดอยู่แล้ว

อาการตึงหรือบวมแดงเล็กน้อยหลังทำเป็นเรื่องปกติและมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองใน 2-3 วัน นอกจากนี้ ถ้าแพทย์เลือกใช้เข็มปลายทู่ (Cannula) ในบางตำแหน่ง ก็จะยิ่งช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและลดโอกาสเกิดรอยเขียวช้ำได้ดีกว่าเข็มแหลมปกติ

ฟิลเลอร์ (Filler) อยู่ได้นานแค่ไหน ?

ผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 6 – 24 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของสารเติมเต็ม ตำแหน่งที่ฉีด และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ฟิลเลอร์เนื้อแข็งที่ใช้บริเวณคางหรือขมับมักมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า (18-24 เดือน) ส่วนฟิลเลอร์เนื้อนิ่มที่เน้นความละเอียดบริเวณใต้ตาหรือริมฝีปากจะสลายตัวเร็วกว่า (6-12 เดือน) การอาบน้ำอุ่นจัด ทำเลเซอร์ หรือเข้าซาวน่าบ่อยครั้ง อาจส่งผลให้โมเลกุลยาสลายตัวได้เร็วขึ้นค่ะ

หลังฉีดฟิลเลอร์ ล้างหน้าหรือแต่งหน้าได้ไหม ?

สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าได้ตามปกติหลังจากผ่านไปแล้วอย่างน้อย 4 – 6 ชั่วโมง เพื่อรอให้รอยเข็มปิดสนิทและป้องกันสิ่งสกปรกอุดตันจนเกิดการติดเชื้อ โดยการทำความสะอาดควรทำอย่างเบามือด้วยสบู่สูตรอ่อนโยน และงดการกด นวด หรือขัดถูผิวแรง ๆ ในตำแหน่งที่เพิ่งฉีดมา

ถ้าต้องการแต่งหน้า ควรเช็กความสะอาดของอุปกรณ์อย่างพัฟกับแปรงให้ดี และที่สำคัญคือต้องงดการทำเลเซอร์ร้อน ทรีตเมนต์หน้า หรือการเข้าซาวน่าเป็นเวลา 14 วัน เพื่อให้ตัวยาผสานเข้ากับเนื้อเยื่อได้อย่างเป็นธรรมชาติและคงรูปทรงได้นานที่สุด

ฟิลเลอร์สลายแล้ว จะทำให้หน้าเหี่ยวหนักกว่าเดิม จริงหรือไม่ ?

ไม่จริงค่ะ การฉีดฟิลเลอร์ไม่ได้ทำให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยหรือเหี่ยวมากกว่าก่อนทำ สารประเภทไฮยาลูโรนิกแอซิดจะค่อย ๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติพาผิวกลับคืนสู่สภาพเดิม ความรู้สึกที่ว่าหน้าดูโทรมลงมักเป็นผลมาจากเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพลงตามวัยในช่วงเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวยาค่อย ๆ หมดฤทธิ์ลง

ในทางกลับกัน การเติมฟิลเลอร์แท้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเพิ่มความชุ่มชื้นใต้ชั้นผิว ส่งผลให้สภาพผิวโดยรวมหลังจากยาสลายหมดมักจะดูมีสุขภาพดีกว่าผิวที่ไม่เคยผ่านการบำรุงเลย การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอจะช่วยให้ผิวรักษาความยืดหยุ่นได้ดีขึ้น

ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ฉีดฟิลเลอร์ได้ไหม ?

ไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร แม้สารไฮยาลูโรนิกแอซิดจะเป็นสารที่พบในร่างกายอยู่แล้วและถือว่าปลอดภัยในกลุ่มทั่วไป แต่ยังไม่มีงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ยืนยันความปลอดภัยในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ แพทย์ส่วนใหญ่จึงเลือกแนวทาง precaution คือแนะนำให้รอจนคลอดและหยุดให้นมบุตรก่อนทำหัตถการ

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์ยังส่งผลต่อสภาพผิวและการอุ้มน้ำของเนื้อเยื่อ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ตรงกับที่คาดหวัง ควรรอให้ฮอร์โมนกลับเข้าสู่สมดุลหลังคลอดประมาณ 3 ถึง 6 เดือนแล้วค่อยปรึกษาแพทย์อีกครั้ง

ฉีดฟิลเลอร์บ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่ามากเกินไป ?

โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดเติมเฉพาะเมื่อตัวยาเดิมเริ่มสลายลงและรู้สึกว่าผลลัพธ์ลดลงชัดเจน ซึ่งมักอยู่ที่ทุก 12 ถึง 24 เดือนสำหรับตำแหน่งทั่วไป การฉีดทับซ้อนถี่กว่านี้ในจุดเดิมโดยไม่ปล่อยให้สลายก่อน อาจสะสมปริมาณสารใต้ผิวจนผิวบริเวณนั้นดูใหญ่ผิดธรรมชาติหรือเกิดก้อนใต้ผิว

ข้อสำคัญคือต้องบันทึกประวัติการฉีดทุกครั้งและแจ้งแพทย์เสมอเมื่อไปทำใหม่ ถ้าเคยใช้ฟิลเลอร์กึ่งถาวรหรือถาวรมาก่อนต้องแจ้งให้ชัดเพราะการฉีดทับด้วยฟิลเลอร์ HA อาจทำให้ตำแหน่งและรูปทรงคาดเดาได้ยากกว่าปกติ

สรุป

สรุป ฟิลเลอร์ (Filler) คือ สารเติมเต็มที่นำมาฉีดเข้าบริเวณใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากวัย ช่วยให้ผิวกลับมาตึงกระชับ เนียนเรียบขึ้น รวมถึงสามารถปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนสมมาตรได้ โดยอาศัยคุณสมบัติของสารไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) ที่มีโครงสร้างคล้ายของเหลวในร่างกาย ไม่เป็นอันตรายและสลายได้เองตามธรรมชาติ

การฉีดฟิลเลอร์มีข้อควรระวังบางเรื่อง โดยเฉพาะการเลือกสถานพยาบาลกับแพทย์ รวมถึงยี่ห้อฟิลเลอร์ เพื่อความปลอดภัย ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ และเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด

ที่สำคัญคือควรปฏิบัติตัว ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังตามคำแนะนำจากแพทย์ผู้ฉีดฟิลเลอร์ เพื่อลดอาการข้างเคียง ลดปัญหาที่อาจเกิด พร้อมติดตามผลแบบใกล้ชิดกับทางคลินิก ให้สามารถเข้ารับการดูแลได้ทันท่วงที กรณีพบอาการผิดปกติ

CONTACT FOR SPECIAL PRIVILEGES

กดด้านล่างติดเราเพื่อสอบถามรายละเอียดเเละสิทธิ์อื่นๆ

ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มโทรปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ Facebook Messenger ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี
ปุ่มส่งข้อความ LINE ปรึกษาแพทย์ RWC Clinic ฟรี

ถูกยอมรับจากดารานักแสดงมากมาย

ฉีดฟิลเลอร์
ถูกยอมรับจากดารานักแสดงมากมาย

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic

ทีมเเพทย์ RWC
เขียนและตรวจสอบโดย: ดร.พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์ (MD, Ph.D.)  |  อัปเดตล่าสุด: 8 มิถุนายน 2026