การมีร่องแก้มที่ลึกเกินไปอาจทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย หรือดูโทรมลง ในปัจจุบันจึงมีการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ โดยเรื่องที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจฉีดคือ ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มราคา เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีแก้ไขปัญหาร่องแก้มลึกแบบไม่ต้องผ่าตัด บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับฟิลเลอร์ร่องแก้ม ราคาของแต่ละยี่ห้อ ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา รวมถึงสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจฉีด เพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
- Hyaluronic Acid (HA) Filler — เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะปลอดภัย ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ และสามารถละลายได้ด้วยเอนไซม์ Hyaluronidase หากต้องการแก้ไข HA เป็นสารที่ร่างกายผลิตเองตามธรรมชาติ จึงเสี่ยงต่อการแพ้น้อยมาก
- ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulator) — เช่น Sculptra หรือ Ellansé ไม่ได้เติมเต็มร่องโดยตรง แต่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลระยะยาวและต้องการปรับโครงสร้างใบหน้าโดยรวม
สำหรับร่องแก้มโดยเฉพาะ แพทย์มักเลือกใช้ฟิลเลอร์ HA ชนิดที่มีความหนืดปานกลาง (Medium to High Viscosity) เพราะบริเวณนี้ต้องการทั้งการเติมเต็มและความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการขยับของกล้ามเนื้อขณะยิ้มหรือพูด
ร่องแก้มลึกเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย มีดังนี้
- อายุที่เพิ่มขึ้น – เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวเสื่อมประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการหย่อนคล้อย
- การยุบตัวของกระดูก – ทั้งบริเวณใต้ตาและร่องแก้มโดยตรง
- การสูญเสียไขมันใต้ผิวหนัง – ทำให้ผิวยุบตัว เกิดร่องลึก
- การยิ้มบ่อย ๆ – กล้ามเนื้อที่ดึงร่องแก้มแข็งแรงมากเกินไป
- ผิวแห้งหรือบางลงจากการตากแดด – ทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นวิธีที่ได้ผลดีในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะสามารถเติมเต็มร่องลึกได้โดยตรง ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- แบรนด์และประเทศผู้ผลิต: ฟิลเลอร์จากยุโรปและอเมริกามีราคาสูงกว่าฟิลเลอร์จากเอเชีย เช่น เกาหลี
- รุ่นของฟิลเลอร์: แต่ละแบรนด์มีหลายรุ่น แต่ละรุ่นเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกัน
- ปริมาณที่ใช้ (CC): โดยทั่วไปใช้ 1-2 cc ต่อข้าง แต่ถ้าปัญหารุนแรงอาจต้องใช้ถึง 3-4 cc
- คลินิกและแพทย์ผู้ฉีด: คลินิกที่มีชื่อเสียงและแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงอาจมีค่าบริการที่สูงกว่า
- โปรโมชัน: บางคลินิกอาจมีโปรโมชันพิเศษที่ทำให้ราคาถูกลง
โดยทั่วไป ราคาฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มจะเริ่มต้นที่ประมาณ 7,000 บาทต่อ 1 cc ไปจนถึง 25,000 บาทต่อ 1 cc ขึ้นอยู่กับปัจจัยข้างต้น
1. Juvederm (อเมริกา)
- Ultra Plus: 7,490 บาท/1 cc – อยู่ได้นาน 12 เดือน
- Volift: 12,900 บาท/1 cc – อยู่ได้นาน 12 เดือน
- Voluma: 12,900 บาท/1 cc – อยู่ได้นาน 18 เดือน
- Volux: 18,000 บาท/1 cc – อยู่ได้นาน 18-24 เดือน
2. Restylane (สวีเดน)
- Volyme: 14,000 บาท/1 cc – อยู่ได้นาน 18 เดือน
3. Belotero (สวิตเซอร์แลนด์)
- Intense: 11,000 บาท/1 cc – อยู่ได้นาน 18 เดือน
*ทั้งนี้ ราคาฟิลเลอร์เหล่านี้เป็นการประมาณการณ์ เนื่องจากแต่ละคลินิกราคาจะมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะคะ
- เห็นผลทันที: หลังฉีดเสร็จสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันที ไม่ต้องรอนาน
- ไม่ต้องพักฟื้น: สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที ไม่เสียเวลา
- ปรับแต่งได้: สามารถปรับปริมาณและตำแหน่งได้ตามต้องการ
- ผลลัพธ์อยู่ได้นาน: ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ อาจอยู่ได้ 6 เดือนถึง 2 ปี
- มีความปลอดภัยสูง: หากฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม การเลือกคลินิกที่มีราคาถูกเกินไปอาจเป็นความเสี่ยง เพราะอาจได้ฟิลเลอร์ปลอมหรือคุณภาพต่ำ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
วิธีเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มให้ปลอดภัย
การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ไม่ควรตัดสินจากราคาเพียงอย่างเดียว เพราะบริเวณร่องแก้มอยู่ใกล้เส้นเลือดและเส้นประสาทสำคัญ หากฉีดผิดพลาดอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
- แพทย์มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบได้จากเว็บไซต์แพทยสภา และควรเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังหรือศัลยกรรมความงามโดยตรง ไม่ใช่แพทย์ทั่วไปที่ไม่มีการฝึกอบรมเฉพาะทาง
- ฟิลเลอร์ต้องผ่านการรับรองจาก อย. ไทย ฟิลเลอร์แท้ที่ได้มาตรฐานจะมีฉลากภาษาไทยและรหัส อย. กำกับ สามารถขอดูบรรจุภัณฑ์ก่อนฉีดได้ทุกครั้ง
- คลินิกมีอุปกรณ์ฉุกเฉินพร้อม คลินิกที่ได้มาตรฐานจะมีเอนไซม์ Hyaluronidase สำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน รวมถึงอุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
- ดูผลงานจริง ไม่ใช่แค่รีวิวออนไลน์ ขอดูภาพ Before & After จากผู้รับบริการจริงของคลินิก หรือถามถึงจำนวนเคสที่แพทย์เคยทำมา
- มีการประเมินและให้คำปรึกษาก่อนฉีด แพทย์ที่ดีจะไม่รีบฉีดทันที แต่จะซักประวัติ ตรวจสภาพผิว และอธิบายแผนการรักษาที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนก่อนเสมอ
- มีบริการติดตามผลหลังฉีด คลินิกที่น่าเชื่อถือจะนัดตรวจติดตามผลหลังฉีด 2–4 สัปดาห์ เพื่อประเมินผลลัพธ์และดูแลหากเกิดปัญหา
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเจ็บไหม?
ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงเจ็บเล็กน้อยคล้ายถูกเข็มบาดทั่วไป เนื่องจากแพทย์จะทาครีมชาก่อนฉีดประมาณ 20–30 นาที นอกจากนี้ฟิลเลอร์หลายรุ่นในปัจจุบันมีส่วนผสมของ Lidocaine ซึ่งช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างฉีดได้อีกด้วย
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มอยู่ได้นานแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ โดยทั่วไปอยู่ได้ 12–24 เดือน ฟิลเลอร์ที่มีความหนืดสูงและโมเลกุลใหญ่มักอยู่ได้นานกว่า นอกจากนี้อัตราการเผาผลาญของแต่ละคนและพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกายหนัก การโดนแดดบ่อย ก็มีผลต่อระยะเวลาของฟิลเลอร์เช่นกัน
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มแล้วมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
ผลข้างเคียงที่พบได้บ้างหลังฉีด ได้แก่ บวม แดง หรือช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปเองภายใน 3–7 วัน ผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อยมาก หากเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญและใช้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มต้องดูแลตัวเองอย่างไรหลังฉีด?
ในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรกควรหลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด งดแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกายหนัก และหลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น ห้องซาวน่า หรือแดดจัด นอกจากนี้ควรงดทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์อื่นๆ บริเวณใบหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มแล้ว ถ้าไม่ชอบผลลัพธ์สามารถแก้ไขได้ไหม?
หากเป็นฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid สามารถละลายออกได้โดยการฉีดเอนไซม์ Hyaluronidase ซึ่งมักเห็นผลภายใน 24–48 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามหากเป็นฟิลเลอร์ชนิดอื่น เช่น ซิลิโคน หรือพาราฟิน จะไม่สามารถละลายด้วยเอนไซม์ได้ และต้องอาศัยการผ่าตัดเอาออก
สรุป
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มราคา จะเริ่มต้นตั้งแต่ 7,000 บาทไปจนถึง 25,000 บาทต่อ 1 cc ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น ปริมาณที่ใช้ และคลินิกที่เลือกใช้บริการ แม้ว่าราคาอาจดูสูง แต่เมื่อพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่ได้รับและความปลอดภัย ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน การเลือกฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มควรพิจารณาจากความเหมาะสมกับปัญหาผิว ไม่ใช่เพียงแค่ราคาที่ถูกที่สุด
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ฟิลเลอร์แท้ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม เป็นธรรมชาติ และปลอดภัยมากที่สุด หากคุณกำลังพิจารณาฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมนะคะ
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง RWC Clinic


